คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับ Coronavirus (โควิด-19)

คำศัพท์ เกี่ยวกับ Coronaviruses

ช่วงนี้เป็นช่วงที่พวกเราทุกคนปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ต้องระวังตัวเป็นพิเศษเพราะเจ้า Coronavirus (โควิด-19) ในบทความนี้ พี่ Tony จะเล่าให้ฟังเรื่องคำศัพท์ที่ต้องรู้ ไว้เวลาเราอ่านข่าว update จะได้เข้าใจ และป้องกันตัวเองได้อย่างถูกต้องครับ

คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับ Coronavirus (โควิด-19)

Coronavirus (โควิด-19)

องค์การอนามัยโลกประกาศว่า โควิท 19 เป็น ชื่อใหม่ ไวรัสโคโรน่า ชื่อเดิมคือ 2019-nCoV = 2019- novel Coronavirus (novel ตรงนี้คือ (adj.) แปลว่า ใหม่ ครับ ไม่ใช่นิยายนะ

ชื่อใหม่ “COVID-19” stands for (ย่อมาจาก) Coronavirus disease that was discovered in 2019
ตรงนี้เป็น Grammar ออกสอบ TOEIC นะครับ คือ โครงสร้าง was + discovered คือ passive voice ถูกกระทำ (be + V.3) ตรงนี้เป็น was เพราะต้องการสื่อว่า ถูกค้นพบมาในอดีตครับ

ถอดรหัสตัวย่อชื่อกันครับ

CO = Corona
VI = Virus
D. = Disease (โรค)
2019 = Year

คำศัพท์ที่น่าสนใจอื่นๆ

  • epidemic, pandemic, outbreak (n.) โรคระบาด (ถ้าระบาดเป็น กริยา เราใช้ว่า spread (v.) แพร่กระจายครับ
  • โรคระบาดนี้เป็น สายพันธุ์ใหม่ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า strain (n.) สายพันธุ์
  • ส่วนคำว่าติดเชื้อเราใช้คำว่า infect (v.) ติดเชื้อ, infection (n.) การติดเชื้อ และ infected (adj.) ที่ติดเชื้อ
  • อาการของโรคเราใช้คำว่า symptom (n.) อาการ ก็จะมี dry cough (n.) ไอแห้งๆ, fever (n.)
  • อาการไข้ ถ้ารุนแรงขึ้นมามาก เราใช้คำว่า severe (adj.) รุนแรง, acute (adj.) เฉียบพลัน ไวรัสนี้ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บที่อันตรายถึงชีวิตได้
  • เราจะอ่านเจอในข่าวบ่อยๆ นั่นคือ pneumonia (n.) โรคปอดบวม ซึ่งมักจะเป็นโรคเกี่ยวกับ respiratory system (n.) ระบบทางเดินหายใจ
  • ดังนั้นโรคนี้ จะติดต่อกันได้ง่ายมาก จากการจาม transmission (n.) การส่งต่อ, การติดต่อ
  • พี่อ่านเจอในข่าวบ่อยๆ ว่า The common way of virus transmission is through sneezing. แปลว่า การแพร่กระจายของไวรัส ผ่านการจามครับ
  • ดังนั้นถึงต้องใส่ หน้ากากอนามัย ภาษาอังกฤษเรียกว่า hygienic mask หรือ sanitary face mask ก็ได้ครับ

พี่ Tony หวังว่าคำศัพท์เกี่ยวกับ Coronavirus นี้จะช่วยให้น้องๆ อ่านข่าวได้อย่างเข้าใจมากขึ้น และอย่าลืมนะครับ หลีกเลี่ยงสถานที่คนเยอะๆ ถ้าต้องไปให้ใส่หน้ากากอนามัยด้วยนะ พร้อมทั้งเวลาขึ้นรถโดยสารสาธารณะจับอะไรแล้ว ให้ล้างมือ หรือใช้ sanitary gel หรือเจลทำความสะอาดมือก่อนสัมผัสหน้าตาเราหรือหยิบจับสิ่งของต่างๆ นะ ดูแลป้องกันตัวเอง เท่ากับช่วยลดการแพร่เชื้อครับ 🙂

Credit : https://lifestyle.campus-star.com/knowledge/190763.html

10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก ปี 2019

the guardian top 10 words of 2019

ในบทความนี้ พี่โทนี่จะพาคุณมาอัพเดทเทรนด์ข่าวรอบโลกกันสักหน่อยดีกว่ากับ 10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด ประจำปี 2019 ซึ่งจัดทำขึ้นโดย เดอะการ์เดียน (The Guardian) สื่อยักษ์ใหญ่จากประเทศอังกฤษ ในช่วงเดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา

ซึ่งทั้ง 10 คำที่ได้คัดเลือกมาให้คุณได้อ่านกันนั้น ล้วนแต่เป็นคำที่ใช้กันมานานแล้ว แต่ในปีนี้คำเหล่านี้ได้เกิดความหมายใหม่ หรือความหมายแฝงที่เพิ่มขึ้นมา จะมีคำไหนบ้าง… มาเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันเลย

1. People : ประชาชน

หากเราสังเกตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ดูเหมือนเป็นคำธรรมดาแต่จริง ๆ แล้วมันกลับแฝงไปด้วยอารมณ์เยาะเย้ยเสียดสี ตัวอย่างเช่นผู้ที่สนับสนุนเบร็กซิตอ้างเรื่อง “เจตจำนง” (will) ของประชาชนอยู่ตลอด ในขณะที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้มีการ “ลงมติของประชาชน” (people’s vote) ส่วนทางฝั่งโดนัลด์ ทรัมป์ ก็พูดถึงกระบวนการถอดถอนตนเองว่าไม่ใช่กระบวนการถอดถอน แต่เป็นการก่อรัฐประหารที่จงใจเอา “อำนาจของประชาชน” ไป

2. Prorogue : ระงับประชุมสภา

สำหรับคำว่า Prorogue (ระงับประชุมสภา) กลายมาเป็นคำสำคัญของปีนี้เมื่อรัฐบาลของบอริส จอห์นสันอ้างว่า รัฐสภาจำเป็นต้องยุติการประชุมจึงขอให้สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธระงับการประชุมสภาเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ต่อมาศาลฎีกาตัดสินว่า การกระทำของจอห์นสันผิดกฎหมาย ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลับมาประชุมอีกครั้งในวันที่ 25 กันยายน 2562

3. Femtech : เทคโนโลยีสำหรับสุขภาพผู้หญิง

เมื่อผู้หญิงเริ่มหันมาดูแลตัวเองกันมากยิ่งขึ้น ดังนั้นทำให้ผู้หญิงกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของนักลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีบริษัทสตาร์ทอัปได้ทำการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับสุขภาพ ที่จะเข้ามาช่วยทำให้ผู้หญิงมีความสะดวกสบายในการดูแลตนเองง่ายยิ่งขึ้น เช่น บลูทูธสำหรับฝึกฐานเชิงกราน หรือแอปพลิเคชันบอกวันไข่ตก เป็นต้น ซึ่งในไตรมาสแรกของปีนี้ มีเงินลงทุน 241 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่อยู่ในตลาด Femtech และคาดการณ์ว่าในปีนี้น่าจะทำรายได้ถึงพันล้านดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย

4. Sadfishing : การโพสต์ปัญหาทางอารมณ์

สำหรับคำว่า Sadfishing (การโพสต์ปัญหาทางอารมณ์) เริ่มมาจากเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นักเขียนจากหนังสือพิมพ์ Metro ได้มีการอธิบายเกี่ยวกับคำนี้ว่า เป็นพฤติกรรมของคนที่ใช้ปัญหาทางอารมณ์ของตนเอง เพื่อเรียกร้องความเห็นใจบนโลกอินเทอร์เน็ต และต่อมาในเดือนกันยายนก็มีรายงานโดยคณะกรรมการครูใหญ่จากหลายโรงเรียนระบุว่า การใช้คำนี้กับเด็กที่ชอบโพสต์ปัญหาของตัวเองบนโซเชียลมีเดียเป็นการบูลลี่นักเรียน

5. Opioid : ยาแก้ปวดฤทธิ์แรง

หากคุณได้ติดตามข่าวต่างประเทศในช่วงปี 2019 ที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีการรายงานข่าวเกี่ยวกับยาแก้ปวดที่มีสารโอปิออยด์ ซึ่งมีฤทธิ์แรงกว่ามอร์ฟีน 100 เท่า ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา มีตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดเฉลี่ยอยู่ที่ 130 คนต่อวัน ซึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้สหรัฐอเมริกาเจอวิกฤตด้านสาธารณสุขอย่างหนัก

6. Pronoun : คำสรรพนาม

คำนี้กลายเป็นประเด็นขึ้นมา เมื่อเริ่มมีการถกเถียงกันในเรื่องการใช้สรรพนามที่แทน เพศชาย/หญิง อย่าง he/him หรือ she/her นักร้องชื่อดังอย่าง แซม สมิธ ประกาศเมื่อเดือนกันยายนว่า คำสรรพนามของผมคือ they/them ซึ่งเป็นสรรพนามที่ไม่ระบุเพศ ซึ่งนับว่าเป็นการปรับตัวสำหรับการใช้คำไวยากรณ์ หลังจากที่เราเคยใช้แต่คำว่า they (โดยใช้กับคำนามพหูพจน์) มาตลอด

7. Woke : ตาสว่างแล้ว

คำว่า “ตื่นแล้ว” หรืออาจจะแปลได้อีกอย่างว่า “ตาสว่างแล้ว” เป็นคำภาษาอังกฤษที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 1962 แต่ทั้งนี้พจนานุกรมอ็อกซฟอร์ดได้บรรจุคำนี้ลงไปเมื่อปี 2017 ซึ่งได้มีการให้ความหมายว่า เป็นการตื่นตัวต่อการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ สีผิว และความไม่เป็นธรรมทางสังคม

ส่วนสาเหตุที่ทำให้คำว่า Woke กลายมาเป็นอีก 1 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด ประจำปี 2019 ก็เพราะว่า ในช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมา แซม แซนเดอร์ส ผู้ประกาศเชื้อสายแอฟริกันอเมริกันขอร้องให้ทำลายคำนี้ เนื่องจากคำนี้ถูกคนผิวขาวนำมาใช้มากเกินไปจนผิดความหมายของมัน

8. Nanoinfluencer : นาโนอินฟลูเอนเซอร์

เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับคำว่า Nanoinfluencer (นาโนอินฟลูเอนเซอร์) กันสักเท่าไหร่ โดยคำนี้มีความหมายว่า บุคคลผู้ทรงอิทธิพลในโซเชียลมีเดียที่มีผู้ติดตามหลักพัน ซึ่งอาจจะเป็นใครก็ได้ ที่มีแบรนด์ต่าง ๆ จ้างให้โฆษณาสินค้าในราคาที่ไม่แพง

9. Cancelled : ถูกเท

คำว่า Cancelled เป็นอีกหนึ่งคำที่หลาย ๆ คนไม่อยากได้ยิน เนื่องจากมีความหมายว่า การถูกเท (จากผู้ติดตาม) ตัวอย่างเช่น เจมส์ ชาร์ลส์ บิวตี้ยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก แต่เขากลับถูกต่อต้านด้วยเหตุผลที่ว่า เขาทำตัวแปลก ยากเกินกว่าจะเข้าใจ หรือแม้แต่ จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดาที่เคยทาหน้าสีดำ ซึ่งทำให้เขาถูกมองว่าเหยียดสีผิว จนคะแนนนิยมเริ่มน้อยลง เป็นต้น

10. Crisis : วิกฤตการณ์

เรียกได้ว่าในยุคสมัยนี้ เราจะต้องเผชิญกับวิกฤตต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่ด้านสิ่งแวดล้อม การเมือง ไปจนถึงเรื่องเศรษฐกิจ ทุกอย่างล้วนแต่ทำให้เราเครียด และต้องเตรียมตัวพร้อมรับมืออยู่เสมอ โดยในปีนี้สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา มีข่าวเกี่ยวกับกับวิกฤติรัฐธรรมนูญหลายครั้ง และยังรวมถึงด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติ วิกฤติภูมิอากาศก็รุนแรงมากขึ้น ดังนั้นทำให้มีการเปลี่ยนจากการที่ใช้คำว่า สภาวะภูมิอากาศ ไปเป็นคำว่า วิกฤติภูมิอากาศ แทน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา

Credit : https://lifestyle.campus-star.com