วิทยาลัยอีตัน โรงเรียนมัธยมชายล้วน ที่ดีที่สุดในโลก (และหล่อมาก) Eton College

Eton College โรงเรียนมัธยม อังกฤษ

โรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดในโลก Eton College หรือ วิทยาลัยอีตัน โรงเรียนมัธยมชายล้วน หรือเรียกสั้นๆ ว่า อีตัน เป็นโรงเรียนชายล้วนชื่อดังของประเทศอังกฤษ จุดเด่นของที่นี่คือ นอกจากการการเรียนการสอนที่ดีแล้ว เขายังเน้นให้นักเรียนทุกคนเรียนรู้เรื่องมารยาท และบุคลิกภาพอีกด้วย เด็กผู้ชายที่จบออกไปจากอีตันทุกคนเชื่อมันได้ว่าจะเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพมากที่สุด

ศิษย์เก่าของโรงเรียนอีตันที่จบออกไปมีบุคคลที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น เจ้าชายวิลเลียม, อดีตแฟนของนักร้องสาว Taylor swift อย่าง Tom Hiddleston รวมไปจนถึงอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยเรียนที่นี่ด้วยเช่นกัน…

Eton College โรงเรียนมัธยม อังกฤษ

ภาพจาก © https://www.etoncollege.com/

เกี่ยวกับวิทยาลัยอีตัน (Eton College)

วิทยาลัยอีตัน (Eton College) โรงเรียนมัธยมชายล้วนชื่อดัง และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษ ก่อตั้งโดย พระเจ้าเฮนรีที่ 6 แห่งอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1440 เป็นโรงเรียนหลวง ที่ไม่ใช่ของรัฐบาลแต่เป็นของเอกชน นิตยสารมากมายต่างยกย่องให้ อีตัน เป็น “โรงเรียนมัธยมที่ดีสุดของโลก” แม้กระทั่ง นิตยสาร “เดอะกู้ดสคูลส์ไกด์(The Good Schools Guide)” ก็ยังยกย่องให้ นักเรียนชายอีตัน เป็นนักเรียนที่ดูดีที่สุดด้วย นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นหนึ่งในกลุ่มโรงเรียน G20 Schools แห่งอังกฤษด้วย

เกณฑ์การรับนักเรียนวิทยาลัยอีตัน

เกณฑ์การรับนักเรียนที่นี่ จะเปิดรับเฉพาะนักเรียนชาย อายุระหว่าง 13-18 ปี ตอนนี้มีนักเรียนทั้งหมดประมาณ 1,300 คน ทุกคนต้องเรียนหลักสูตรโรงเรียนประจำ และต้องเรียนเรื่องมารยาท บุคลิกภาพ ควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้เรียนจบออกมาแล้วเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพมากที่สุด

รายชื่อคนดังที่เคยเรียนวิทยาลัยอีตัน (Eton College)

มีคนดัง มากมาย ที่เป็นศิษยเก่าของโรงเรียน อีตันแห่งนี้ ล้วนเป็นบุคคลสำคัญ และบุคคลมีชื่อเสียงระดับโลก ยกตัวอย่างเช่น

  • นายกรัฐมนตรีอังกฤษ 18 คน รวมถึงนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของอังกฤษด้วย
  • พระมหากษัตริย์ไทย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
  • อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

tom hiddleston

ภาพ Tom Hiddleston จาก https://heavy.com/

  • ทอม ฮิดเดิลสตัน (Tom Hiddleston) อดีตแฟนสุดหล่อของ เทย์เลอร์ สวิฟท์ (หรือ โลกิ จากภาพยนตร์ Thor)

eddie redmayne

ภาพ Eddie Redmayne จาก https://articlebio.com/

  • เอดดี เรดเมย์น (Eddie Redmayne) นักแสดงชาวอังกฤษผู้โด่งดัง หรือ สตีเฟน ฮอว์คิง ในภาพยนตร์ The Theory of Everything โดยทั้งทอม และเอดดี ยังเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันสมัยเรียนอีกด้วย! อีกทั้งยังเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเจ้าชายวิลเลี่ยมแห่งราชวงศ์อังกฤษด้วย
  • เจ้าชายจากอังกฤษ อย่าง เจ้าชายวิลเลี่ยมแห่งเคมบริดจ์ และเจ้าชายแฮร์รีแห่งเวลส์ ก็เป็นศิษยเก่าอีตัน

น่าไปเรียนใช่มั้ยล่ะ??

น้องๆ ที่สนใจอยากเรียนต่อต่างประเทศ พี่ Tony มีโรงเรียนและมหาลัยดีๆ มาแนะนำน้องๆ มากมาย

ติดต่อพี่ Tony มาได้เลย

Credit : https://campus.campus-star.com/

การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 63 ณ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา

ภาพบรรยากาศ การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา

ภาพบรรยากาศ การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ โครงการ MOU นักเรียนแลกเปลี่ยน ประเทศอเมริกา ประจำปีการศึกษา 2021 -​ 2022 ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา จัดสอบเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563

ภาพบรรยากาศ การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา

ภาพบรรยากาศ การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา

ภาพบรรยากาศ การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา

ภาพบรรยากาศ การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา

TOEFL iBT กับ IELTS Academic ต่างกันอย่างไร? เลือกสอบตัวไหนดี?

สอบ TOEFL IELTS

คะแนนสอบวัดทักษะภาษาอังกฤษ ทั้ง TOEFL และ IELTS ล้วนเป็น requirement ที่ขาดไม่ได้สำหรับใครที่กำลังเตรียมตัวศึกษาต่อในต่างประเทศ ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ รวมถึงมหาวิทยาลัยอื่นๆกว่า 10,000 แห่งทั่วโลก ในขณะที่บรรดามหาวิทยาลัยชั้นนำต่างก็ร่วมใจกันรักษาเกณฑ์นี้ให้สูงไว้ มหาวิทยาลัยระดับกลางหลายๆแห่งก็เริ่มลดเกณฑ์คะแนนดังกล่าวลง บางที่ก็ตั้งเกณฑ์ไว้ค่อนข้างต่ำ โดยหวังว่าจะช่วยเพิ่มจำนวน admission ของนักศึกษาชาวต่างชาติในแต่ละปีได้

TOEFL iBT กับ IELTS Academic ต่างกันอย่างไร?

ในปัจจุบัน ข้อสอบทั้ง 2 ตัวได้มีการปรับปรุงให้ดึงดูดผู้สอบมากยิ่งขึ้น เช่น ข้อสอบ IELTS Academic ให้ความสะดวกแก่ผู้สอบด้วยข้อสอบรูปแบบ computer-delivered ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้จัดสอบได้บ่อยมากขึ้น แต่ยังลดเวลาการตรวจข้อสอบและรายงานผลสอบได้เร็วขึ้นอีกด้วย ทางด้าน ETS เองก็ได้ปรับปรุงข้อสอบ TOEFL iBT ให้กระชับขึ้นและเลือกรายงานเฉพาะคะแนนที่ดีที่สุดในแต่ละ Section ที่ผู้สอบทำได้ในรอบ 2 ปี ด้วยระบบ MyBest Scores

ด้วยตัวเลือกที่มีมากขึ้น ผู้สอบหลายๆ คนอาจเกิดคำถามว่า ‘ระหว่าง TOEFL กับ IELTS เราควรสอบตัวไหนดี?’ ไม่ว่าเราจะเล็งคะแนนตัวไหนเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยในดวงใจ อย่าเพิ่งสอบ! จนกว่าจะเข้าใจว่า TOEFL กับ IELTS มีดีต่างกันอย่างไร และตัวไหนเหมาะกับเรามากกว่ากัน

TOEFL iBT กับ IELTS Academic ต่างกันอย่างไร? เลือกสอบตัวไหนดี?

1. TOEFL กับ IELTS ต่างกันอย่างไร?

ค่ายยักษ์ใหญ่ อย่าง ETS และ British Council ได้พัฒนาข้อสอบ TOEFL และ IELTS อย่างต่อเนื่องกว่าหลายทศวรรษ จนทั้งคู่ต่างเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางโดยมหาวิทยาลัยทั่วโลก ข้อสอบทั้งสองตัวต่างก็มีชื่อเสียงและเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว จึงเปรียบเทียบกันตรงๆ ได้ยาก ดังนั้นผู้เลือกสอบต้องพิจารณาหลายปัจจัย เช่น จุดหมายปลายทางที่จะศึกษาต่อ คะแนนที่มหาวิทยาลัยต้องการ และ ทักษะที่ตนเองถนัด เป็นต้น ซึ่งสิ่งที่เราทำได้คือ เปรียบเทียบคุณลักษณะเด่นของทั้ง TOEFL และ IELTS เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกทำข้อสอบที่เหมาะกับตัวเราและตรงกับเป้าหมายของเรามากที่สุด

เรามาดูความแตกต่างโดยรวมของ TOEFL กับ IELTS กันก่อน

เปรียบเทียบภาพรวมข้อสอบ TOEFL และ IELTS

TOEFL

TOEFL หรือ Test of English as a Foreign Language ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในข้อสอบวัดทักษะภาษาอังกฤษระดับต้นๆ ของโลก ซึ่งข้อสอบนั้นออกโดย Educational Testing Service (ETS) และเป็นที่ยอมรับโดยมหาวิทยาลัยกว่า 10,000 แห่งใน 150 ประเทศทั่วโลก ข้อสอบ TOEFL มี 2 รูปแบบ คือ Internet-Based Test (iBT) ซึ่งสอบผ่านคอมพิวเตอร์ทั้งหมด และ Institutional Testing Program (ITP) เป็นข้อสอบทำในกระดาษ TOEFL ทั้งสองรูปแบบมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน โดย iBT มุ่งเน้นการศึกษาต่อในต่างประเทศ ในขณะที่ ITP ใช้ยื่นสมัครเข้าหลักสูตรนานาชาติในประเทศเป็นหลัก

ในปี 2019 ETS ได้ปรับลดเนื้อหา ข้อสอบ TOEFL iBT ฉบับใหม่ 2019 ให้สั้นลงจากเดิม ผู้สอบสามารถทำข้อสอบทั้ง 4 Section ได้ภายใน 3 ชม 30 นาทีเท่านั้น และยังสามารถเก็บคะแนนสอบได้เป็นเวลา 2 ปี โดย ระบบ MyBest Scores จะเลือกรายงานเฉพาะคะแนนที่ดีที่สุดในแต่ละ Section

IELTS

IELTS หรือ International English Language Testing System ถือว่าเป็นข้อสอบภาษาอังกฤษที่เป็นที่นิยมอันดับต้นๆ เช่นกันกับ TOEFL โดยเป็นที่ยอมรับในมหาวิทยาลัยกว่า 10,000 แห่งใน 140 ประเทศทั่วโลก ข้อสอบ IELTS เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Cambridge English Language Assessment, British Council (BC) และ International Development Program of Australian Universities and Colleges (IDP)

ข้อสอบ IELTS เดิมทีเป็นข้อสอบรูปแบบ paper และในปัจจุบันมีรูปแบบ computer-delivered ให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ Speaking section ยังคงรูปแบบเดิมคือ เป็นการสอบกับ examiner โดยข้อสอบ IELTS จะใช้เวลาสอบประมาณ 2 ชม 45 นาที

เมื่อเห็นภาพรวมของข้อสอบแล้ว เรามาดูกันว่าแต่ละตัวทดสอบอะไรเราบ้าง

TOEFL iBT กับ IELTS Academic ต่างกันอย่างไร? เลือกสอบตัวไหนดี?

 

เปรียบเทียบ Sections ต่าง ๆ ในข้อสอบ TOEFL และ IELTS

ขึ้นชื่อว่าเป็นข้อสอบวัดทักษะภาษาอังกฤษ ทั้ง TOEFL และ IELTS ต่างก็ถูกออกแบบมา เพื่อประเมินความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้สอบทั้ง 4 ด้าน คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน แต่ความแตกต่างหลักๆ จะอยู่ที่ประเภทและความเข้มข้นของเนื้อหาในข้อสอบ และ ที่สำคัญคือรูปแบบการสอบ Speaking

Reading Section

ข้อสอบ IELTS Reading มี 3 บทความ ใช้เวลาสอบ 60 นาที ในขณะที่ TOEFL Reading มี 3-4 บทความ ใช้เวลา 54-72 นาที ซึ่งทั้งคู่เป็นข้อสอบแบบ multiple choice มี 4 ตัวเลือก และเป็นเนื้อหาเชิงวิชาการ

Listening Section

ข้อสอบ IELTS Listening มีจำนวน 40 ข้อ แต่จะใช้เวลาน้อยกว่า เพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น ในขณะที่ TOEFL Listening มีจำนวน 28-39 ข้อ และ ใช้เวลา 41-57 นาที ผู้สอบ TOEFL ควร take notes ระหว่างที่ฟังเพื่อใช้ตอบคำถามที่จะตามมาหลังจากที่ได้ฟังไฟล์เสียงซึ่งมีทั้งบทสนทนาและบทบรรยายเชิงวิชาการ

Speaking Section

ข้อสอบ IELTS Speaking เป็นส่วนที่ต้องแยกสอบต่างหาก เป็นการสอบแบบ face-to-face กับ examiner ใช้เวลาเพียง 11-14 นาทีเท่านั้น โดยผู้สอบต้องตอบคำถาม 3 tasks ขึ้นอยู่กับ examiner ในขณะที่ TOEFL Speaking นั้นเป็นส่วนหนึ่งของการสอบ TOEFL iBT ซึ่งจะสอบต่อเนื่องจาก Listening Section ทันที และ ข้อสอบในส่วนนี้มี 4 tasks และ ผู้สอบจะทำการบันทึกเสียงในคอมพิวเตอร์ผ่านทาง microphone โดยตรงได้เลย

Writing Section

ข้อสอบ IELTS Writing ขึ้นชื่อว่ายากกว่าข้อสอบอื่นๆ ที่คล้ายกัน IELTS Writing มี 2 tasks และเป็นข้อสอบที่วัดทักษะการเขียนของผู้สอบโดยแท้จริง โดยใน task แรก ผู้สอบจะต้องอธิบายหรือสรุปข้อมูลที่ได้รับมา ไม่ว่าจะเป็น กราฟ หรือ แผนภูมิต่างๆ และในอีก task ผู้สอบจะต้องแสดงความคิดเห็นในรูปแบบเรียงความเกี่ยวกับหัวข้อที่ได้รับมา

ข้อสอบ TOEFL Writing มี 2 tasks เช่นเดียวกัน แต่ใน task แรก ซึ่งเป็นการเขียนเชิงบูรณาการ ผู้สอบต้องทำการสรุปและรายงานข้อมูลทั้งจากบทความที่อ่านและที่ได้ฟังมา ส่วน task ที่สองจะคล้ายกันกับของ IELTS Writing

TOEFL iBT กับ IELTS Academic ต่างกันอย่างไร? เลือกสอบตัวไหนดี?

2. เราควรสอบตัวไหนดี?

เมื่อได้เห็นความคล้ายและความแตกต่างของ TOEFL กับ IELTS แล้ว เราต้องเปรียบเทียบข้อดีหรือจุดเด่นของข้อสอบทั้งสองตัวด้วย เพื่อช่วยให้เราตัดสินใจเลือกทำข้อสอบที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด

ข้อได้เปรียบของข้อสอบ TOEFL

  • คำถามในข้อสอบ TOEFL ค่อนข้างตรงไปตรงมา ซึ่งผู้สอบสามารถทำคะแนนสูงได้
  • ETS กำหนดเกณฑ์การให้คะแนน TOEFL Speaking ไว้อย่างชัดเจนและใช้วิธีเทียบคะแนนจากคนตรวจ (evaluators) หลาย ๆ คน
  • TOEFL เป็นที่ยอมรับมากกว่า IELTS ในสหรับอเมริกาและแคนาดา
  • TOEFL มีศูนย์สอบกว่า 4,500 แห่งทั่วโลก
  • ค่าสอบ TOEFL ถูกกว่า IELTS เล็กน้อย

ข้อเสียเปรียบของข้อสอบ TOEFL

  • TOEFL มีรูปแบบเดียว จึงไม่มีข้อสอบ General สำหรับผู้ที่ไม่ได้ต้องการไปศึกษาต่อต่างประเทศโดยตรง เช่น ผู้ที่ต้องการขอวีซ่าทำงาน
  • ผู้ที่ชำระเงินใกล้วันสอบมากๆ ต้องเสีย late registration fee
  • TOEFL แต่ละ Section ใช้เวลาสอบนานกว่า
  • ข้อสอบ TOEFL ทำในคอมพิวเตอร์ 100% ผู้สอบจำเป็นต้องมีทักษะและความคุ้นเคยกับการทำข้อสอบผ่านคอมพิวเตอร์

ข้อได้เปรียบของข้อสอบ IELTS

  • IELTS เป็นที่ยอมรับโดยกว้างขวางมากกว่าในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์
  • IELTS มีข้อสอบแบบ General อีกชุด ซึ่งง่ายกว่า Academic จึงเหมาะสำหรับผู้ต้องการขอวีซ่าสำหรับย้ายถิ่นฐานหรือสำหรับทำงาน
  • ผู้สอบหลายๆ คนชอบการสอบ Speaking กับคน (examiner) มากกว่าการอัดเสียงในคอมพิวเตอร์
  • ข้อสอบ IELTS computer-delivered จัดสอบได้บ่อยขึ้นและรายงานผลได้เร็วขึ้น

ข้อเสียเปรียบของข้อสอบ IELTS

  • ผู้สอบบางคนรู้สึกประหม่าเวลาต้องคุยกับชาวต่างชาติ ทำให้การสอบ Speaking กับ examiner เป็นปัญหา
  • เนื่องจาก IELTS Speaking ต้องสอบแยกจากการสอบหลัก ผู้สอบต้องจัดสรรเวลาสอบเพิ่มเติม
  • ข้อสอบ IELTS Writing ถือว่ามีความยากกว่าข้อสอบอื่น ผู้สอบต้องมีทักษะในการเขียนด้วยรูปแบบเรียงความที่มีโครงสร้างชัดเจน

TOEFL iBT กับ IELTS Academic ต่างกันอย่างไร? เลือกสอบตัวไหนดี?

สรุปสุดท้าย

ข้อสอบ TOEFL และ IELTS นับว่าเป็นข้อสอบวัดทักษะภาษาอังกฤษเชิงวิชาการที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก ข้อสอบทั้ง 2 ตัวนี้มีความคลายคลึงกันในแง่ของทักษะที่ใช้สอบ คือ ฟัง พูด อ่าน และ เขียน นอกเหนือจากนี้เนื้อหา TOEFL iBT และ IELTS Academic ยังเน้นทางด้านวิชาการเป็นหลัก เพื่อใช้วัดความสามารถของผู้สอบที่ต้องการไปศึกษาต่อในต่างประเทศอย่างแท้จริง เพื่อช่วยส่งเสริมให้ผู้สอบเข้าใกล้เป้าหมายของตนเองมากยิ่งขึ้น

ข้อสอบ TOEFL และ IELTS ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบอย่างมีนัยสำคัญในปี 2019 โดยที่ข้อสอบ TOEFL iBT ถูกปรับให้สั้นลงและใช้ระบบ MyBest Scores ในการรายผล ซึ่งส่งผลดีต่อประสบการณ์สอบของผู้สอบที่ใช้เวลาน้อยลง และยังสามารถสะสมคะแนนที่ดีที่สุดในแต่ละ Section ไว้ได้ถึง 2 ปี ในขณะที่ข้อสอบ IELTS Academic ได้เพิ่ม platform การสอบรูปแบบใหม่ด้วยข้อสอบ computer-delivered ซึ่งทำให้จัดสอบได้บ่อยขึ้นและรายงานผลสอบได้อย่างรวดเร็ว แต่ IELTS ยังคงรูปแบบของ Speaking Section ที่ต้องสอบกับ examiner ไว้เช่นเดิม

สุดท้าย ‘เราควรสอบตัวไหนดี?’ ขึ้นอยู่กับตัวเองเราเองและอีกหลายๆ ปัจจัย ซึ่งรวมไปถึงประเทศและมหาวิทยาลัยที่ผู้สอบต้องการไปศึกษาต่อ เกณฑ์คะแนนที่ใช้ และ ความถนัดของผู้สอบ ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งในสหรัฐอเมริกาเองก็ลดเกณฑ์คะแนนสอบ TOEFL ลง และในขณะเดียวกันก็ยอมรับคะแนน IELTS มากยิ่งขึ้น ในขณะที่มหาวิทยาลัยในอังกฤษก็ยินดีรับคะแนน TOEFL มากขึ้นเช่นเดียวกัน

ดังนั้นในฐานะของผู้สอบ เรากลับกลายเป็นคนที่มีทางเลือกมากที่สุด เพียงแค่เราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนก่อนว่าอยากเรียนต่อที่ไหน สาขาวิชาใด หลังจากนั้น requirement ต่างๆ รวมถึงคะแนนสอบภาษาอังกฤษด้วย ก็จะเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งบนเส้นทางการศึกษาอันยาวไกลของเราเท่านั้นเอง

ถ้าน้องๆ อยากเตรียมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษก่อนสอบ TOEFL หรือ IELTS พี่ Tony มีโปรโมชั่นดีๆ สำหรับคอร์สเตรียมความพร้อมก่อนสอบที่ต่างประเทศ เพียงติดต่อเข้ามาแล้วบอกว่า มาจากลิงค์ข่าวสารนี้

Credit : https://campus.campus-star.com

เรียนต่อโทต่างประเทศ – นอกจากความรู้…ยังได้อะไรมากมายกว่าที่คิด

เรียนต่อโทต่างประเทศ – นอกจากความรู้…ยังได้อะไรมากมายกว่าที่คิด

เรียนต่อโทต่างประเทศ นอกจากความรู้…ยังได้อะไรมากมายกว่าที่คิด และอาจจะเป็นประสบการณ์ที่ดีที่เปลี่ยนชีวิตของคุณเลยก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการไปเรียนต่อโทต่างประเทศก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ก็ไม่ยากนัก ถ้าคุณมีความตั้งใจจริงๆ

เรียนต่อโทต่างประเทศ

พบเจอด้านดีๆ ของ culture shock

ทุกคนที่ไปเรียนต่างประเทศมักจะเจอกับเรื่องแปลกๆ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม การกระทำ หรือพฤติกรรมต่างๆ เพราะการไปในที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน เจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เมื่อคุณผ่านไปได้ ปรับตัวได้แล้ว คุณจะย้อนกลับมาคิดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่ดีเลยทีเดียว ทำให้คุณเข้มแข็งขึ้น ยอมรับความแตกต่างได้ เปิดใจ เปิดทัศนคติมากขึ้น โดยสิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณเป็นคนที่ดีขึ้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยที่คุณอาจจะไม่รู้ตัว

ทำให้พึ่งพาตัวเองได้

การไปเรียนต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อไปคนเดียว เป็นหนึ่งบททดสอบในชีวิตเลยก็ว่าได้ เกิดปัญหาอะไร คุณก็จะต้องแก้ปัญหานั้นๆ ด้วยตัวเอง

เรียนต่อโทต่างประเทศ – นอกจากความรู้…ยังได้อะไรมากมายกว่าที่คิด

ค้นหาความชอบ และงานอดิเรกใหม่ๆ

ประเทศที่คุณไปเรียนต่อ อาจจะแตกต่างจากประเทศไทยโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่คุณจะได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ ซึ่งคุณอาจจะค้นพบว่า จริงๆ แล้วคุณมีสิ่งที่ชอบอีกมากมาย เพียงแค่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสเท่านั้นเอง

เรียนรู้ภาษาอื่นๆ

ตอนนี้รู้แค่เพียง 2 ภาษาไม่พอแล้ว ซึ่งถ้าคุณมีโอกาสได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนั้นๆ คุณก็จะมีโอกาสในการเรียนรู้ภาษาเพิ่มเติม มีแต่ได้กับได้

ได้เพื่อนๆ และคอนเนคชั่นจากทั่วโลก

คุณจะได้เพื่อน และคอนเนคชั่นจากหลายๆ ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะถ้าคุณเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ คุณก็จะมีคอนเนคชั่นที่ดี

เรียนต่อโทต่างประเทศ – นอกจากความรู้…ยังได้อะไรมากมายกว่าที่คิด

 

เพิ่มความน่าสนใจให้กับ Resume ของคุณ

ถ้าคุณจบปริญญาโทจากต่างประเทศ แน่นอนว่า Resume ของคุณจะน่าสนใจมากขึ้น ยิ่งถ้าเป็นมหาลัยชั้นนำของโลกแล้วด้วย เพราะแสดงให้เห็นว่าคุณมีศักยภาพ มีความสามารถ

ได้ฝึกฝน และทบทวนภาษาอังกฤษ

เมื่อคุณสมัครเรียนต่อต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่นั้นมหาวิทยาลัยจะขอผลทดสอบภาษาอังกฤษ เช่น IELTS หรือ TOEFL ซึ่งคุณจะต้องไปสมัคร และเตรียมตัวเพื่อสอบ โดยขณะที่คุณเตรียมตัว คุณก็จะได้ฝึกฝน และทบทวนความรู้ภาษาอังกฤษของคุณเองไปในตัว

ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์

เมื่อคุณไปเรียนแล้ว คุณจะได้เจอคนที่มีความสนใจในด้านเดียวกัน แต่มาจากหลากหลายพื้นเพ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดี ที่คุณจะได้พูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนที่มีความชอบเหมือนๆ กัน

พวกค่าใช้จ่ายมีหลายราคาครับ ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย และขึ้นอยู่กับประเทศที่จะไปด้วย ถ้าคุณสนใจ ติดต่อเรามาได้เลย พี่ๆ Tony ยินดีให้คำแนะนำ และหาที่เรียนต่อให้ครับ

Credit : https://campus.campus-star.com

IELTS มีความสำคัญอย่างไร ในการสมัครเข้าเรียน และสมัครทำงาน – ใครสอบได้บ้าง?

IELTS มีความสำคัญอย่างไร? ในการสมัครเข้าเรียน และสมัครทำงาน

เรียกได้ว่าในปัจจุบันการสอบวัดระดับความสามารถทางด้านภาษานั้นได้มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคะแนนที่ได้ออกมานั้นสามารถนำไปใช้ได้ทั้งสมัครเรียนต่อ สมัครเข้าทำงาน และสอบเพิ่มฐานเงินเดินให้กับตนเอง ฯลฯ

IELTS มีความสำคัญอย่างไร? ในการสมัครเข้าเรียน และสมัครทำงาน

โดยการสอบวัดระดับภาษาก็มีหลากหลายรูปแบบให้เราได้เลือกสอบกัน เช่น TOEIC, TOEFL เป็นต้น และในบทความนี้ พี่ Tony จะมาแนะนำการสอบ IELTS ให้น้อง ๆ ได้รู้จักกัน เนื่องจากมีความสำคัญต่อผู้ที่สนใจอยากเรียนต่อในหลักสูตรนานาชาติหรือเรียนต่อต่างประเทศเป็นอย่างมาก

การสอบ IELTS คืออะไร?

สำหรับการทดสอบ IELTS หรือมีชื่อเรียกเต็ม ๆ ว่า International English Language Testing System เป็นการทดสอบที่เกี่ยวกับความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ เหมาะสำหรับผู้สมัครที่ต้องการนำคะแนนไปใช้ในการเรียนต่อหรือสมัครเข้าทำงาน

ลักษณะของข้อสอบ IELTS

ลักษณะข้อสอบ IELTS แบ่งออกเป็น 4 ทักษะ ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน โดยมีการแยกคะแนนในแต่ละทักษะอย่างชัดเจน โดยในแต่ละทักษะก็จะมีเกณฑ์การการวัดคะแนนแบ่งออกเป็น 9 ระดับ เช่น น้อง ๆ สอบทักษะการฟังได้ระดับที่ 8.00 และสอบทักษะการเขียนได้ 8.5 เป็นต้น

1. การฟัง (Listening)

การทดสอบทักษะการฟัง (Listening) น้อง ๆ จะมีเวลาทำข้อสอบรวม 40 นาที โดยแบ่งออกเป็นฟัง 30 นาที (น้อง ๆ อาจจะเขียนคำตอบในตอนนี้ด้วยก็ได้นะ) ซึ่งเป็นการจาก CD ในรูปแบบของการสนทนา บทพูด และการออกเสียง โดยผู้สอบจะได้ฟังเพียงรอบเดียวเท่านั้น ส่วนอีก 10 นาที ที่เหลือน้อง ๆ สามารถกลับมาทวนคำตอบ หรือเขียนคำตอบลงกระดาษได้ ก่อนที่จะเริ่มสอบในพาร์ทถัดไป

2. การอ่าน (Reading)

การทดสอบทักษะการอ่าน (Reading) มีเวลาในการทำข้อสอบ 60 นาที โดยจะถูกแบ่งออกเป็น 3 บทความ และคำถามอีก 40 ข้อ เนื้อหาที่ออกสอบจะเป็นเรื่องทั่วไป เช่น บทความในนิตยสาร งานวิจัย หนังสือพิมพ์ ข่าวสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นต้น ลักษณะข้อสอบจะเป็นการเติมคำในช่องว่าง, เลือกถูกผิด, multiple choice ฯลฯ

3. การเขียน (Writing)

การทดสอบทักษะการเขียน (Writing) มีเวลาในการทำข้อสอบ 60 นาที โดยแบ่งการเขียนออกเป็น 2 แบบ ได้แก่

  • การเขียนอธิบายข้อมูล อาจจะเป็นกราฟ ตาราง หรือแผนผัง ซึ่งต้องเขียนอย่างน้อย 150 คำ
  • การเขียนเรียงความหรือรายงาน ลักษณะการเขียนจะเป็นการแสดงความคิดเห็น การวิพากษ์วิจารณ์ และการหาทางออก โดยจะต้องเขียนอย่างน้อย 250 คำ

4. การพูด (Speaking)

การทดสอบทักษะการพูด (Speaking) มีเวลาในการทดสอบ 11-15 นาที โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้

  • การพูดคุยเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน (เริ่มต้นจากการแนะนำตัว)
  • กรรมการจะมีบัตรคำถามให้เรา และเรามีเวลาในการเตรียมตัวก่อนพูด 1 นาที โดยเราต้องพูดคนเดียวประมาณ 2-4 นาที
  • การพูดโต้ตอบกันในหัวข้อ (จากในส่วนที่สอง ที่เราได้บัตรคำถามมา)

ทั้งนี้ การสอบได้มีการแบ่งออกเป็น 2 ช่วง โดยการสอบทักษะการฟัง การอ่าน และการเขียนจะเป็นการสอบในวันเดียวกัน และไม่มีการหยุดพักระหว่างการสอบ ส่วนการสอบทักษะการพูดเราสามารถเลือกได้ว่าจะสอบในวันเดียวกัน (สอบในวันเดียวกับการสอบการฟัง อ่าน และเขียน) หรือจะเลือกสอบในวันอาทิตย์ หรือวันจันทร์ในสัปดาห์เดียวกันก็ได้

** หมายเหตุ การประกาศผลคะแนนสอบจะนับ 13 วัน (นับตั้งแต่วันที่สอบ หลังเวลา 13.00 น.) และในปัจจุบันเราสามารถสมัครสอบ IELTS ได้กับทาง www.ielts.idp.co.th หรือ www.britishcouncil.or.th ฯลฯ

ประเภทการสอบ IELTS มีดังนี้

  1. IELTS on Computer : 7,500 บาท
  2. IELTS Academic หรือ General Training : 6,900 บาท
  3. IELTS for UKVI : 9,009 บาท
  4. IELTS Life Skills A1 และ B1 : 6,757 บาท

คะแนนสอบ IELTS เอาไปทำอะไรได้บ้าง?

ในปัจจุบันคะแนนสอบ IELTS เป็นที่ยอมรับสำหรับใช้สมัครเข้าทำงานกับบริษัทต่าง ๆ มากกว่า 10,000 แห่งทั่วโลก (โดยจะเน้นไปที่บริษัทข้ามชาติจากฝั่งยุโรป) และนอกจากนี้คะแนนสอบ IELTS ยังมีความสำคัญสำหรับน้อง ๆ ที่ต้องการเข้าศึกษาต่อในประเทศแถบยุโรปอีกด้วย เช่น อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส และนิวซีแลนด์ เป็นต้น

ทั้งนี้เกณฑ์การยื่นคะแนนสอบ IELTS ไม่ได้มีเกณฑ์ที่ตายตัว แต่จะขึ้นอยู่กับการกำหนดสัดส่วนของคะแนนในแต่ละคณะ/สาขาวิชา โดยที่มหาวิทยาลัยจะเป็นคนกำหนดขึ้นมาเอง (** คะแนนสอบ IELTS ที่ถือว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานก็คือ 5.5 หรือ 6.5 ขึ้นไป แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยและบริษัทด้วย)

สำหรับ มหาวิทยาลัยไทยที่เปิดสอนในหลักสูตรนานาชาติ หรือเปิดสอนภาคอินเตอร์ มีหลายแห่งด้วยกันที่ใช้คะแนนสอบ IELTS เป็นมาตรฐานในการสมัครเข้าเรียนต่อ ไม่ว่าจะเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดลอินเตอร์ (MUIC),และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้น

สำหรับน้องๆ ที่อยากสอบ IELTS แต่ยังไม่พร้อม พี่ Tony มีคอร์สเรียน IELTS ที่ต่างประเทศมาแนะนำ พร้อมโปรชั่นดีๆ มากมาย ใครสนใจติดต่อเข้ามาได้เลยครับ

Credit : https://campus.campus-star.com/

ค้นหาตัวตนด้วยการ Take Gap Year | ทำยังไงให้ Gap year มีประโยชน์มากที่สุด

ค้นหาตัวตนด้วยการ Take Gap Year

ค้นหาตัวตนด้วยการ Take Gap Year หลายคนสงสัยว่า Gap Year คืออะไร Gap Year ก็คือช่วงเวลาที่หยุดพักประมาณ 1 ปี ซึ่งคนส่วนใหญ่นิยมจะพักช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัย หรือหลังจบมหาวิทยาลัย Gap Year มีประโยชน์มากสำหรับคนที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนนัก หรือคนที่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรแต่รู้สึกว่ายังไม่มีความพร้อม บางคนเลือกที่จะหยุดไปทำงานเพื่อเก็บเงินเรียนต่อ บางคนเลือกไป Work and Travel ก่อนทำงาน หรือบางคนเลือกจะไปเรียนภาษาต่างประเทศก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งพี่ Tony ก็มีโอกาสได้ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอเมริกามา 1 ปี โดยส่วนตัวคิดว่ามีประโยชน์และคุ้มค่ามาก ทำให้เรามีความพร้อมมากขึ้นสำหรับการเรียนต่อในมหาวิทยาลัย

ทำยังไงให้ Gap Year มีประโยชน์มากที่สุด

  • คิดว่าอยากได้อะไรจาก Gap Year

ในระหว่างช่วง Gap Year คุณสามารถไปฝึกงาน, Work and Travel, ท่องเที่ยว, ทำงานอาสาสมัคร หรือไปเรียนภาษาต่างประเทศ นอกจากคุณจะได้พัฒนาภาษาแล้ว คุณจะได้ใช้ชีวิตในต่างแดน เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย ปรับทัศนคติ และได้มุมมองอะไรใหม่ๆ อีกด้วย

  • ทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน

ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น เรียนภาษาต่างๆ เรียนทำอาหาร เรียนถ่ายภาพ หรือเรียนสิ่งที่จะช่วยให้คุณโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ เมื่อคุณสมัครเข้าทำงาน หรือสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถ้ามีโอกาสได้ทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ อย่าปฏิเสธ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ชอบก็ตาม เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจจะมีประโยชน์ต่อคุณในอนาคตได้ แต่ถึงแม้ว่าคุณจะเลือกไปท่องเที่ยว ก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ เพราะการท่องเที่ยวจะช่วยให้คุณได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ เรียนรู้ภาษาใหม่ๆ การต่อรอง และทักษะชีวิตต่างๆ

  • วางแผนให้ดี

ในระหว่าง Gap Year คุณสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เดินทางไปได้หลายประเทศ ฉะนั้นคุณควรที่จะคิดให้ดีว่าจะทำอะไร ไปที่ไหน เพราะคุณอาจจะมีข้อจำกัดหลายๆ อย่าง เพื่อที่จะได้ประสบการณ์ที่ดี มีคุณภาพ มีประโยชน์ คุณควรที่จะวางแผนก่อน แน่นอนว่า ถ้าคุณต้องการไปเรียนต่อต่างประเทศ พี่ Tony สามารถให้คำแนะนำและแชร์ประสบการณ์ให้ได้แน่นอน

  • เขียนประสบการณ์ที่ได้รับจาก Gap Year ใน CV

ถ้าคุณไปฝึกงาน, Work and Travel, ทำงานอาสาสมัครต่างๆ, หรือเรียนต่อต่างประเทศ คุณสามารถเขียนลงใน CV ได้ โดยเขียนชื่อบริษัท หรือองค์กร ระยะเวลา หน้าที่ ความรับผิดชอบ และสิ่งที่ได้รับ เพราะประสบการณ์แบบนี้ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาส ถ้าคุณไปท่องเที่ยวหรือเรียนต่อต่างประเทศ คุณก็สามารถเขียนลงใน CV ได้ เพราะประสบการณ์ต่างๆ ที่คุณทำระหว่าง Gap Year สามารถแสดงความเป็นตัวคุณได้ และคุณสามารถใส่ทักษะที่คุณได้รับจากการไปเรียนลงไปใน CV ได้เช่นกัน

  • กล้าที่จะตัดสินใจทำและออกจาก Comfort Zone

สิ่งที่ยากที่สุดของการไป Gap Year คือ การตัดสินใจทำในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่นๆ หรือทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมเนียมปฏิบัติ และก้าวออกจาก Comfort Zone ของคุณ ถ้าคุณมีความฝัน คุณต้องมั่นใจ และลงมือทำมัน

สักครั้งในชีวิต ลองค้นหาตัวตนด้วยการ Take Gap Year พี่ Tony ขอให้น้องๆ ที่ Take Gap Year สนุก และได้รับประสบการณ์ดีๆ นะครับ

Credit : https://campus.campus-star.com/

10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก ปี 2019

the guardian top 10 words of 2019

ในบทความนี้ พี่โทนี่จะพาคุณมาอัพเดทเทรนด์ข่าวรอบโลกกันสักหน่อยดีกว่ากับ 10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด ประจำปี 2019 ซึ่งจัดทำขึ้นโดย เดอะการ์เดียน (The Guardian) สื่อยักษ์ใหญ่จากประเทศอังกฤษ ในช่วงเดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา

ซึ่งทั้ง 10 คำที่ได้คัดเลือกมาให้คุณได้อ่านกันนั้น ล้วนแต่เป็นคำที่ใช้กันมานานแล้ว แต่ในปีนี้คำเหล่านี้ได้เกิดความหมายใหม่ หรือความหมายแฝงที่เพิ่มขึ้นมา จะมีคำไหนบ้าง… มาเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันเลย

1. People : ประชาชน

หากเราสังเกตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ดูเหมือนเป็นคำธรรมดาแต่จริง ๆ แล้วมันกลับแฝงไปด้วยอารมณ์เยาะเย้ยเสียดสี ตัวอย่างเช่นผู้ที่สนับสนุนเบร็กซิตอ้างเรื่อง “เจตจำนง” (will) ของประชาชนอยู่ตลอด ในขณะที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้มีการ “ลงมติของประชาชน” (people’s vote) ส่วนทางฝั่งโดนัลด์ ทรัมป์ ก็พูดถึงกระบวนการถอดถอนตนเองว่าไม่ใช่กระบวนการถอดถอน แต่เป็นการก่อรัฐประหารที่จงใจเอา “อำนาจของประชาชน” ไป

2. Prorogue : ระงับประชุมสภา

สำหรับคำว่า Prorogue (ระงับประชุมสภา) กลายมาเป็นคำสำคัญของปีนี้เมื่อรัฐบาลของบอริส จอห์นสันอ้างว่า รัฐสภาจำเป็นต้องยุติการประชุมจึงขอให้สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธระงับการประชุมสภาเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ต่อมาศาลฎีกาตัดสินว่า การกระทำของจอห์นสันผิดกฎหมาย ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลับมาประชุมอีกครั้งในวันที่ 25 กันยายน 2562

3. Femtech : เทคโนโลยีสำหรับสุขภาพผู้หญิง

เมื่อผู้หญิงเริ่มหันมาดูแลตัวเองกันมากยิ่งขึ้น ดังนั้นทำให้ผู้หญิงกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของนักลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีบริษัทสตาร์ทอัปได้ทำการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับสุขภาพ ที่จะเข้ามาช่วยทำให้ผู้หญิงมีความสะดวกสบายในการดูแลตนเองง่ายยิ่งขึ้น เช่น บลูทูธสำหรับฝึกฐานเชิงกราน หรือแอปพลิเคชันบอกวันไข่ตก เป็นต้น ซึ่งในไตรมาสแรกของปีนี้ มีเงินลงทุน 241 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่อยู่ในตลาด Femtech และคาดการณ์ว่าในปีนี้น่าจะทำรายได้ถึงพันล้านดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย

4. Sadfishing : การโพสต์ปัญหาทางอารมณ์

สำหรับคำว่า Sadfishing (การโพสต์ปัญหาทางอารมณ์) เริ่มมาจากเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นักเขียนจากหนังสือพิมพ์ Metro ได้มีการอธิบายเกี่ยวกับคำนี้ว่า เป็นพฤติกรรมของคนที่ใช้ปัญหาทางอารมณ์ของตนเอง เพื่อเรียกร้องความเห็นใจบนโลกอินเทอร์เน็ต และต่อมาในเดือนกันยายนก็มีรายงานโดยคณะกรรมการครูใหญ่จากหลายโรงเรียนระบุว่า การใช้คำนี้กับเด็กที่ชอบโพสต์ปัญหาของตัวเองบนโซเชียลมีเดียเป็นการบูลลี่นักเรียน

5. Opioid : ยาแก้ปวดฤทธิ์แรง

หากคุณได้ติดตามข่าวต่างประเทศในช่วงปี 2019 ที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีการรายงานข่าวเกี่ยวกับยาแก้ปวดที่มีสารโอปิออยด์ ซึ่งมีฤทธิ์แรงกว่ามอร์ฟีน 100 เท่า ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา มีตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดเฉลี่ยอยู่ที่ 130 คนต่อวัน ซึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้สหรัฐอเมริกาเจอวิกฤตด้านสาธารณสุขอย่างหนัก

6. Pronoun : คำสรรพนาม

คำนี้กลายเป็นประเด็นขึ้นมา เมื่อเริ่มมีการถกเถียงกันในเรื่องการใช้สรรพนามที่แทน เพศชาย/หญิง อย่าง he/him หรือ she/her นักร้องชื่อดังอย่าง แซม สมิธ ประกาศเมื่อเดือนกันยายนว่า คำสรรพนามของผมคือ they/them ซึ่งเป็นสรรพนามที่ไม่ระบุเพศ ซึ่งนับว่าเป็นการปรับตัวสำหรับการใช้คำไวยากรณ์ หลังจากที่เราเคยใช้แต่คำว่า they (โดยใช้กับคำนามพหูพจน์) มาตลอด

7. Woke : ตาสว่างแล้ว

คำว่า “ตื่นแล้ว” หรืออาจจะแปลได้อีกอย่างว่า “ตาสว่างแล้ว” เป็นคำภาษาอังกฤษที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 1962 แต่ทั้งนี้พจนานุกรมอ็อกซฟอร์ดได้บรรจุคำนี้ลงไปเมื่อปี 2017 ซึ่งได้มีการให้ความหมายว่า เป็นการตื่นตัวต่อการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ สีผิว และความไม่เป็นธรรมทางสังคม

ส่วนสาเหตุที่ทำให้คำว่า Woke กลายมาเป็นอีก 1 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด ประจำปี 2019 ก็เพราะว่า ในช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมา แซม แซนเดอร์ส ผู้ประกาศเชื้อสายแอฟริกันอเมริกันขอร้องให้ทำลายคำนี้ เนื่องจากคำนี้ถูกคนผิวขาวนำมาใช้มากเกินไปจนผิดความหมายของมัน

8. Nanoinfluencer : นาโนอินฟลูเอนเซอร์

เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับคำว่า Nanoinfluencer (นาโนอินฟลูเอนเซอร์) กันสักเท่าไหร่ โดยคำนี้มีความหมายว่า บุคคลผู้ทรงอิทธิพลในโซเชียลมีเดียที่มีผู้ติดตามหลักพัน ซึ่งอาจจะเป็นใครก็ได้ ที่มีแบรนด์ต่าง ๆ จ้างให้โฆษณาสินค้าในราคาที่ไม่แพง

9. Cancelled : ถูกเท

คำว่า Cancelled เป็นอีกหนึ่งคำที่หลาย ๆ คนไม่อยากได้ยิน เนื่องจากมีความหมายว่า การถูกเท (จากผู้ติดตาม) ตัวอย่างเช่น เจมส์ ชาร์ลส์ บิวตี้ยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก แต่เขากลับถูกต่อต้านด้วยเหตุผลที่ว่า เขาทำตัวแปลก ยากเกินกว่าจะเข้าใจ หรือแม้แต่ จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดาที่เคยทาหน้าสีดำ ซึ่งทำให้เขาถูกมองว่าเหยียดสีผิว จนคะแนนนิยมเริ่มน้อยลง เป็นต้น

10. Crisis : วิกฤตการณ์

เรียกได้ว่าในยุคสมัยนี้ เราจะต้องเผชิญกับวิกฤตต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่ด้านสิ่งแวดล้อม การเมือง ไปจนถึงเรื่องเศรษฐกิจ ทุกอย่างล้วนแต่ทำให้เราเครียด และต้องเตรียมตัวพร้อมรับมืออยู่เสมอ โดยในปีนี้สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา มีข่าวเกี่ยวกับกับวิกฤติรัฐธรรมนูญหลายครั้ง และยังรวมถึงด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติ วิกฤติภูมิอากาศก็รุนแรงมากขึ้น ดังนั้นทำให้มีการเปลี่ยนจากการที่ใช้คำว่า สภาวะภูมิอากาศ ไปเป็นคำว่า วิกฤติภูมิอากาศ แทน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา

Credit : https://lifestyle.campus-star.com

5 เคล็ดลับ เรียนต่อต่างประเทศ ให้มีความสุข และคุ้มค่าที่สุด

เคล็ดลับ เรียนต่อต่างประเทศ

การเรียนรู้ภาษาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษาที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำนั้น บางคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องที่ยาก แต่ใครจะรู้บ้างว่าในการไปเรียนต่อต่างประเทศ ไม่ได้จำเป็นที่เราจะต้องเรียนรู้เฉพาะในตำราเท่านั้น เพียงแค่เรามองไปรอบๆ ตัวก็สามารถที่จะเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ได้แล้ว แถมยังได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมของเขาอีกด้วย ดังนั้นถ้าใครกำลังมีแพลนจะไปเรียนต่อเมืองนอกอยู่ อย่าลืมนำ 5 เคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้กันด้วยนะครับ

1. โหลดแอพแปลภาษาไว้ในมือถือ

แอพพลิเคชั่นแปลภาษาสำคัญมาก มันช่วยทำให้เราประหยัดเวลาในการหาความหมายของคำศัพท์ได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากเราจะสามารถใช้ตรวจสอบความหมายของคำศัพท์ได้แล้ว ยังช่วยทำให้เราสามารถเชื่อมโยงคำศัพท์ใหม่ๆ เข้ากับคำศัพท์ที่มีความหมายใกล้เคียงกันได้เร็วมากยิ่งขึ้น เช่น Delayed (ล่าช้า) = Late (สาย), Delicious (อร่อย) = Tasty (รสอร่อย) เป็นต้น

2. ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ในวันหยุด

นอกจากที่เราจะต้องใจเรียนแล้ว การได้ออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ในวันหยุดก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จะช่วยทำให้เราได้รับประสบการณ์ดีๆ มากมาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเรียนรู้นอกตำราเรียนที่ได้ทั้งความรู้และได้รับมิตรภาพที่ดีกลับมาจากเพื่อนๆ อีกด้วย

3. ทำตัวให้เหมือนคนท้องถิ่น

เวลาที่เราได้ออกไปทานข้าวข้างนอกที่พัก ให้เราลองอ่านเมนูอาหารเพื่อเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ และยังได้อรรถรสทางวัฒนธรรมท้องถิ่นอีกด้วย ลองพูดคุยกับคนในท้องถิ่นและสอบถามหากเราไม่เข้าใจว่าคำที่ได้ยินนั้นมีความหมายว่าอย่างไร เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เราใช้ชีวิตในต่างประเทศได้อย่างมีความสุข เพราะการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นนั้นไม่ได้มีสอนในตำราเรียน แต่หากจะต้องเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

4. ใช้ทุกโอกาสเพื่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

ในช่วงเวลาที่เราว่างจากการเรียน หรือในเวลาที่ออกไปซื้อของข้างนอก ให้เราพยายามเดินดูบริเวณโดยรอบของห้างสรรพสินค้า ให้ความสนใจกับรายชื่อสินค้าและอ่านป้ายต่างๆ ที่ได้เจออย่างละเอียด ซึ่งจะทำให้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับชื่อผัก-ผลไม้ ของใช้ต่างๆ และจดจำนำไปใช้หรือพูดกับคนในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น

5. เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง หากเรายังไม่แน่นพอ

สำหรับสถาบันการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยในต่างประเทศส่วนใหญ่แล้วจะมีคอร์สเรียนที่เปิดสอนให้กับนักศึกษาต่างชาติที่มีพื้นฐานทางด้านภาษายังไม่ค่อยดี ซึ่งจะเป็นการช่วยเสริมบทเรียนที่ครอบคลุมพื้นฐานในการเรียนด้านวิชาการ การเขียนเรียงความ และยังครอบคลุมไปถึงทางด้านทักษะในการสนทนาอีกด้วย จะช่วยทำให้เราสามารถพูดคุยหรือสนทนากับคนอื่นได้อย่างถูกต้องตามหลักภาษา

Credit : https://campus.campus-star.com

เรียนภาษาในต่างประเทศ ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ควรเรียนนานแค่ไหน? (Part 2)

ที่พัก เรียนภาษาในต่างประเทศ

พี่ Tony แนะนำ ข้อแรกที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินไปเรียนต่างประเทศ เรื่องระยะเวลาที่ควรไปเรียนใน Part 1 ไปแล้ว วันนี้เรามาพูดถึงค่าใช้จ่ายกันบ้าง… โดยปัจจัยหลักๆ ที่มีผลกับค่าใช้จ่าย คือ “ที่พัก” ประเภทของที่พักที่ได้รับความนิยมมากสุดของโครงการเรียนภาษาในต่างประเทศช่วงปิดซัมเมอร์ ก็จะเป็นโฮสแฟมิลี่ (เรื่องนี้ต้องอีกหนึ่งบทความเต็มครับ รับประกันความมันส์ เป็นประเด็นที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญอันดับต้นๆ เลย สำคัญกว่าสถาบันที่จะไปเรียนอีก) เราเคยถูกส่งไปทำงานที่อังกฤษ แผนก accommodation (ฝ่ายจัดหาที่พักให้นักเรียน) มาช่วงหนึ่ง เข้าใจและได้เห็นอะไรเยอะมากครับ เอาไว้จะมาแชร์นะครับ กลับมาเรื่องประเภทที่พักก็จะแบ่งได้ตามนี้ครับ

2. ประเภทของที่พัก

ส่วนใหญ่มักประกอบไปด้วยที่พักดังนี้คือ โฮสแฟมิลี่ โฮมแชร์ หอพักของโรงเรียน หอพักนักเรียน และหาหอพักเอง

1. โฮสแฟมิลี่

โฮสแฟมิลี่ของโครงการฯ นี้ เป็นโฮสแฟมิลี่แบบธุรกิจนะครับ คือได้เงินจากการรับเราไปดูแล ซึ่งจะแตกต่างกับโฮสแฟมิลี่ของโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนของนักเรียนมัธยมที่จะเป็นแบบอาสาสมัคร เราไม่ได้บอกว่าแบบไหนดีกว่านะครับ แต่ผู้ปกครองและนักเรียนควรเข้าใจก่อนไป ค่าใช้จ่ายถือว่าประหยัดมากๆ จะมีห้องเดี่ยว ห้องคู่ และรับอาหารเช้าและเย็นด้วยหรือไม่ ราคาก็ต่างกันไป อาจมีแบบใกล้ไกลโรงเรียนคนละราคา หรือ En-Suite แบบห้องน้ำในตัวก็อีกราคา

2. โฮมแชร์ (สำหรับอายุ 18 ปีขึ้นไปนะครับ อาจมีบางที่รับ 16 ปี)

อันนี้แบบเอาบ้านทั้งหลังมาแบ่งป็นห้องๆ แล้วให้นักเรียนมาเช่า ให้เลือกอยู่ห้องเดี่ยวหรือห้องคู่ได้ ราคาแตกต่างกันและส่วนใหญ่จะเป็น Self-Catering คือไม่รวมอาหาร มีไมโครเวฟให้ ค่าใช้จ่ายโดยทั่วๆ ไปก็จะแพงกว่าโฮสแฟมิลี่ไม่มาก

3. หอพักของโรงเรียน (สำหรับอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น)

ส่วนใหญ่สถาบันที่ใหญ่มาก จะมีที่พักเป็นของตัวเอง แบบห้องสี่คน สามคน ห้องคู่ ห้องเดี่ยว ราคาแตกต่างกันไป ไม่ค่อยมีแยกตึกชาย-หญิง ส่วนใหญ่จะแค่แยกชั้น แต่ทั้งตึกจะมีเฉพาะนักเรียนของสถาบันเค้าเอง มีทั้งแบบรวมอาหาร และ Self-Catering แพงกว่าสองแบบแรกแน่นอน แต่ข้อดีคือการเดินทางไป-กลับที่พักโดยส่วนใหญ่จะใกล้กว่าโฮสแฟมิลี่ครับ เพราะหอพักจะอยู่ในเมืองหรือบางแห่งอยู่ในโรงเรียน

ต้องอธิบายว่าประเทศที่เจริญแล้วแล้ว เค้าจะแบ่งพื้นที่ไว้ชัดเจนครับ ในตัวเมืองไม่ค่อยมีบ้านพักอาศัย ส่วนใหญ่จะเป็นที่ทำมาหากิน ร้านค้าร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ออฟฟิศสำนักงาน สถาบันการศึกษาทั้งหลาย ส่วนบ้านพักจะไปอยู่รอบนอกครับ ความใกล้ไกลจะขึ้นอยู่กับเมืองที่ไปครับ

4. หอพักนักเรียน (สำหรับอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น)

ก็คือสถาบันไม่ได้เป็นเจ้าของตึกแต่มีดีลกันไว้ บางแห่งก็ไปเช่าหมดชั้นไว้ แล้วมาปล่อยให้นักเรียนเช่ากันต่อ ราคาก็แล้วแต่เราเลือก ห้องรวม ห้องเดี่ยว ห้องน้ำในตัวด้วยมั้ย รวมอาหารมั้ย ในส่วนนี้บางโรงเรียนก็จะมีให้เลือกเป็นอพาร์ทเมนท์เช่า หรือไปจนช่วยจองโรงแรมเลยก็มี

5. แบบไม่เอาที่พักกับทางโรงเรียนก็คือ ไปหาหอพักนอกเอง (สำหรับอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น)

อันนี้ก็ได้รับความนิยมมาก อัดกันเข้าไปห้องนึงก็เคยได้ยินว่าเป็นสิบคนก็มี ประหยัดกันจัด อาจจะเป็นพวกคนไทยด้วยกันที่ไปทำงานหรือไปเรียนกันยาวๆ หรือไม่ก็ต้องรู้จักกันมานานถึงชวนกันมาแชร์ค่าห้อง อันนี้ไม่แนะนำสำหรับไปเรียนสั้นๆนะครับ เพราะนานๆ ไปที ไปแบบมีความสุขและประหยัดให้ถูกเรื่องดีกว่า

เดี๋ยว Part หน้า เราจะมาบอกข้อ 3 ที่ควรรู้ก่อนไปต่างประเทศ พร้อมค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ที่ต้องใช้ครับ

ที่มา : https://campus.campus-star.com/

เรียนภาษาในต่างประเทศ ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ควรเรียนนานแค่ไหน? (Part 1)

เรียนภาษาในต่างประเทศ ใช้เวลาเท่าไหร่

ก่อนที่คุณจะไปเลือกภาษาในต่างประเทศนั้น สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจมีอะไรบ้าง พี่ Tony จะมาแนะนำหัวข้อหลักๆ ที่ควรรู้และพิจารณา ดังนี้

1. ระยะเวลาที่ควรไปเรียน

คำถามยอดฮิตคือ ต้องเรียนนานแค่ไหนถึงจะได้ผล? อันนี้ตอบลำบากมาก เพราะว่าขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละคน และการตั้งเป้าในผลลัพธ์ที่ต้องการบวกกับความตั้งใจ (จริงๆ) ครับ

พื้นฐานของแต่ละคน..

ขอสมมุตินะครับ .. คุณเรียนจบมัธยมระดับกลางๆ ไม่ได้เรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษด้วย เรียนปานกลาง วิชาภาษาอังกฤษได้เกรดกลางๆ เรียนต่อมหาวิทยาลัยรัฐบาลหลักสูตรภาษาไทยด้วย และว่างสองเดือนช่วงปิดเทอมอยากไปเรียนภาษาในต่างประเทศ เราว่าพื้นฐานของคุณไม่ด้อยกว่านักเรียนในห้องที่จะไปเจอที่นั่นเลย เพราะบ้านเราเรียนภาษาอังกฤษกันตั้งแต่อนุบาล ในขณะที่มีหลายประเทศที่เค้าจะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษกันตอนมัธยม (พักเรื่องนี้ก่อน ไว้จะมาต่อครับ)

ผลลัพธ์..

ต่อมาเรื่องของผลลัพธ์ เราคิดว่าคุณตั้งเป้าประมาณว่า “สนทนากับชาวต่างชาติได้ตลอด 2 เดือนที่อยู่” เราว่าประสบความสำเร็จแล้ว ถ้าคุณไม่ได้เป็นอัจฉริยะ ไอคิวแบบ 140 อัพ ไม่มีนะครับเรียนภาษาให้เก่งภายใน 2 เดือน แม้เราจะเห็นที่เรียนพิเศษบ้านเราโปรโมทประหนึ่งนักเรียนไทยทุกคนเป็นจีเนียส “เก่งภาษาอังกฤษภายใน 1 เดือน”, “การันตีสอบไอเอลท์ผ่านภายใน 2 อาทิตย์” เราต้องไม่ตกเป็นเหยื่อการตลาดนะครับ

ความตั้งใจ..

เรื่องสุดท้ายคือความตั้งใจครับ เพราะนอกจากสิ่งแวดล้อมโดยรวม ที่บังคับให้เราต้องได้ใช้ภาษาแล้ว ในสถาบันที่ได้มาตรฐานเค้าจะมีการสอบแยกระดับชั้นในวันแรกที่เราไปถึงอีกเพื่อแยกนักเรียนในแต่ละห้อง ตามความสามารถทางภาษา เช่น ถ้าคุณสอบออกมาแล้วอยู่ในระดับ Elementary หรือระดับเริ่มต้นนั้น ทั้งห้องเรียนก็จะมีแต่นักเรียนระดับเดียวกันอีกครับ เค้าให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมในการเรียนมาก ถ้าผู้เรียนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม โอกาสในการเรียนรู้ก็ยิ่งมีประสิทธิผล

ถ้า 3 ประเด็นนี้ชัดเจนแล้ว สำหรับระยะเวลาที่เหมาะสมน่ะเหรอครับ…. คำตอบง่ายๆ คือยิ่งนานยิ่งดี เพราะความถนัดทางภาษา คือเรื่องของการใช้งานจริงและการฝึกฝนบ่อยๆ เหมือนการว่ายน้ำ หรือขี่จักรยาน เมื่อเป็นแล้วจะไม่ลืม แต่ถ้าไม่ใช้นานๆ จะไม่คล่องแคล่ว และ fix-cost บางอย่าง เช่น ตั๋วเครื่องบิน คือเราจ่ายครั้งเดียวไปตามระยะเวลาที่อยู่ เพราะฉะนั้น อยู่ระยะสั้นหรือยาว เราก็จ่ายเท่าเดิม

ติดตามหัวข้อที่ 2 ที่ควรรู้ก่อนไปเรียนภาษาต่างประเทศ ใน Part 2

ที่มา : https://campus.campus-star.com/