ความแตกต่างระหว่าง ม.ปลายไทย กับ High School อเมริกา!

ความแตกต่าง มัธยมปลาย ไทย อเมริกา

ครั้งที่แล้ว เราพูดถึงระบบการเรียนของอเมริกากันไปแล้ว วันนี้พี่ TONY ก็เลยจะมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียน “มัธยมปลาย” ในอเมริกาว่า มีความเหมือนหรือแตกต่างกับโรงเรียนในไทยอย่างไรบ้าง

ด้านหลักสูตร

ไทยเรียนม.ปลายสามปี อเมริกาเรียนสี่ปี

ความต่างแรกของทั้งสองประเทศก็คือ ที่อเมริกาจะแบ่งชั้นเรียนเป็น Freshman, Sophomore, Junior และ Senior ก่อนหน้านั้นจะเป็น Elementary School (ประถมศึกษา) และ Middle School (มัธยมต้น) ตามลำดับ ไม่เหมือนกับไทยที่มีแค่ม.4-6 เท่านั้นสำหรับม.ปลาย แต่จำนวนเรียนชั้นมัธยมเท่ากันคือ 6 ปี ต่างกันแค่การแบ่งมัธยมต้นกับมัธยมปลาย โดยที่นักเรียนปีต่างๆจะเรียกต่างกันดังนี้

  • ปี 1 (Grade 9) ที่เข้ามาใหม่จะเรียกว่า Freshmen เทียบได้กับม.3
  • ปี 2 (Grade 10) เรียกว่า Sophomore เทียบได้กับม.4
  • ปี 3 (Grade 11) เรียกว่า Junior เทียบได้กับม.5
  • ปี 4 (Grade 12) เป็นปีสุดท้ายของการเรียนมัธยม เรียกว่า Senior ก็คือจะเท่ากับเด็กม.6

ไทยเลือกสายเรียน อเมริกาเลือกวิชาเรียน

เด็กอเมริกันจะเริ่มเลือกวิชาเรียนเองตั้งแต่เกรด 9 หรือม.3 และจะเลือกเป็นรายวิชาไปไม่ใช่เป็นสายวิชา โดยโรงเรียนจะมีลิสต์วิชาที่ต้องเรียนก่อนจบมาให้ เช่น ต้องเรียนภาษาอังกฤษสองปี คณิตศาสตร์สองปี ภาษาต่างประเทศหนึ่งปี อะไรก็ว่าไป นักเรียนมีหน้าที่ลงเรียนวิชาพวกนี้เอง โดยจัดสรรเวลาได้ตามอิสระ เพราะโรงเรียนไม่ได้กำหนดตารางเรียนมาให้

การเรียนของแต่ละคนก็จะต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเขาได้ลงทะเบียนเรียนวิชาอะไรบ้าง ดังนั้นคนที่เรียนอยู่ชั้นปีเดียวกันก็ไม่ได้เรียนด้วยกันเสมอไป เพื่อนกันก็มักจะได้เจอกันแค่ตามทางเดินเวลาเปลี่ยนคาบกับตอนพักกลางวัน จึงต้องมีชมรมเกิดขึ้นเพื่อให้นักเรียนแต่ละคนได้มาพบปะ ทำอะไรร่วมกันหลังเลิกเรียน คือช่วงเวลาประมาณบ่าย 3 โมง

ความแตกต่าง มัธยมปลาย ไทย อเมริกา

อเมริกามีวิชาให้เลือกเรียนเยอะกว่าไทย

ที่ไทยมีวิชาให้นักเรียนเลือกไม่มากนัก เพราะโรงเรียนเป็นผู้จัดหลักสูตรการเรียนมาให้แล้ว นักเรียนอาจได้เลือกเรียนวิชาชุมนุมกับวิชาเสรี เช่น ทำอาหาร, ร้องเพลง, การแสดง ฯลฯ แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว โรงเรียนไทยจะเลือกวิชาเฉพาะของสายต่าง ๆ แล้วจัดตารางเรียนมาให้เลย เราจะไม่ได้เลือกเอง

ส่วนที่อเมริกานั้นจะมีวิชาให้เลือกเรียนเยอะมาก ๆ สมมุติเทอมนี้ต้องเรียนห้าวิชา (แบบนี้ถือว่าลงเรียนน้อยมาก) เราอาจเลือกเรียนวิชาเคมี (Chemistry) ที่เป็นวิชาแนววิทย์ ร่วมกับวิชาถ่ายภาพ (Photography) ที่เป็นแนวอาร์ต และวิชาประสานเสียง (Choir) ปรัชญา (Philosophy) และวรรณกรรมอังกฤษ (English Literature) ซึ่งเป็นหมวดมนุษย์ศาสตร์ (Humanity) แล้วเรียนทุกอย่างที่ว่ามานี้พร้อมกันได้ในหนึ่งเทอม ซึ่งที่ไทยเราเลือกปะปนแบบนี้ไม่ได้เลย

วิชาอื่น ๆ นอกจากที่ว่ามาก็ยังมี วิชาดนตรีออเคสตร้า (Orchestra) และ วิชาเวิร์กชอปต่าง ๆ (Workshop) เช่น ถ้าเลือกวิชางานไม้ (Woodwork) ก็จะได้ทำเก้าอี้ โต๊ะ หรือกล่องใส่ของเล็กๆ ทำจิ๊กซอว์ เครื่องบิน ซึ่งทำเสร็จแล้วให้เป็นของขวัญได้เลย

บุคลากรมีความสามารถหลากหลายกว่า

สาเหตุที่อเมริกาเปิดวิชาได้มากมายในโรงเรียนก็เพราะมีอาจารย์ที่หลากหลาย ไม่ได้มีแค่อาจารย์จบภาษาอังกฤษ จบไทย จบวิชาพื้นฐานเท่านั้น เพราะอาจารย์ที่อเมริกาเรียนจบในสาขาอื่นๆ มาก่อนแล้วค่อยมาเป็นอาจารย์ที่ไฮสคูลภายหลัง นักเรียนจึงได้เรียนรู้จากผู้คนที่หลากหลาย

มีวิชาในระดับสูงให้เลือกเรียนด้วย

อีกสิ่งที่วิชาเรียนในอเมริกาต่างจากไทยก็คือ มีวิชาระดับยากให้เลือกเรียนด้วย ซึ่งต่างจากวิชาทั่วไป (regular classes) เช่น วิทย์พื้นฐาน อังกฤษพื้นฐาน วิชาระดับสูง หรือ AP (Advance Placement) เป็นวิชาที่เอาไปยื่นตอนเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อพาสชั้นได้ เพราะมีระดับความยากพอๆ กับการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจริงๆ นอกจากช่วยประหยัดเวลาเรียนแล้ว แต่ละคนยังได้รู้ระดับความสามารถของตัวเองอย่างชัดเจนด้วยว่าตัวเองอยู่ขั้นไหน และยังมีที่ยากขึ้นไปกว่านี้อีกกี่ขั้น ทำให้วางแผนการเรียนได้ตั้งแต่อยู่ม.ปลาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลยล่ะ

ความแตกต่าง มัธยมปลาย ไทย อเมริกา

เน้นการปฏิบัติให้ทำจริงมากกว่าท่องจำ

การเรียนในไทยมักจะเน้นให้อ่านหนังสือมากกว่า เห็นได้ชัดคือวิชาเคมี เด็กไทยจะนั่งท่องเรื่องแร่ ลิเทียม โซเดียม โปแตสเซียม ฯลฯ แล้วจินตนาการว่าถ้ามันผสมกันจะระเบิดยังไงโดยไม่เคยได้ทดลองจริงเลย อาจมีบางโรงเรียนที่ให้ทำการทำลองบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเน้นเรียนทฤษฎีมากกว่า

แต่ที่อเมริกา ให้ทำการทดลองทุกวันจริงๆ โดยในช่วงต้นคาบอาจารย์จะสอนเนื้อหาก่อนว่า สารเคมีอะไรผสมกันจะเกิดปฏิกิริยาอะไร จากนั้นอีกครึ่งชั่วโมงก่อนจบคาบก็จะเป็นช่วงทดลองสิ่งที่อาจารย์ได้บรรยายไปก่อนหน้านี้ แต่ถ้าวันไหนเรียนเรื่องที่ไม่มีการทดลองประกอบ เช่น เรื่องการดุลสมการเคมี อาจารย์ก็จะให้ทำการทดลองต่างๆแทน เช่น ทำไอติม ทำยาสีฟัน ซึ่งทำให้นักเรียนรู้สึกสนุกกับวิชาวิทยาศาสตร์มากขึ้น

การทดลองจะเป็นประโยชน์มากกับเด็กที่เรียนรู้จากการปฏิบัติ (Doer) ในห้องเรียนหนึ่ง มีเด็กที่เรียนรู้ด้วยวิธีต่างกันหลายแบบ บางคนเรียนรู้ได้ดีจากการอ่าน บางคนเรียนรู้จากภาพ จึงควรต้องมีวิธีการสอนหลายๆ อย่างเพื่อนักเรียนทุกคน ส่วนหนึ่งที่โรงเรียนอเมริกันทำแบบนี้ได้ อาจเป็นเพราะการจัดสรรงบประมาณที่เอื้อกว่าของไทย ซึ่งไม่มีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์เพียงพอก็เป็นได้

เด็กฝรั่งเดินเรียน เด็กไทยอาจารย์มาถึงห้อง

เป็นอีกเรื่องที่เห็นได้ชัด และหลายคนก็คงเห็นได้จากการดูหนังต่างประเทศ เช่น High School Musical คือ ที่อเมริกาเขาจะไม่ให้เด็กอยู่ติดห้องเป็น ม.6/2 ม.6/3 ม.6/4 เหมือนที่ไทยเราทำ แต่อาจารย์นั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายอยู่ประจำห้องแทน (แต่บางโรงเรียนของไทยก็ให้เด็กเดินเรียนตามวิชาต่างๆก็มี)

โรงเรียนที่อเมริกาจะจัดห้องเรียนของวิชาต่างๆ เป็นหมวดหมู่ใกล้ๆ กัน เช่น จัดห้องวิชาวิทย์อยู่ด้วยกัน ใกล้ๆกันหมด เป็นเหมือน Science wing หน้าห้องจะเป็นโต๊ะอาจารย์ กระดานและตู้เก็บของทดลอง ด้านหลังห้องเป็นโต๊ะทำการทดลองที่นั่งได้สี่ห้าคน (เหมือนเรื่องทไวไลท์มากกก!) ส่วนชั้นบนเป็นหมวดวิชาภาษาอังกฤษ อาจารย์ที่สอนวิชาแบบเดียวกันก็จะอยู่ห้องใกล้ ๆ กันหมด ถ้าเราลงวิชาหมวดภาษาอังกฤษก็ไปหาห้องได้จากตรงนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะอาจารย์จะได้ไม่ต้องเหนื่อยแบกสื่อการสอนไปมา ปล่อยให้เด็กๆ ที่ยังมีแรงเดิน ไปหาห้องกันเองดีกว่า

ในมุมของนักเรียนก็เหมือนกับได้ออกแสวงหาความรู้ด้วยตัวเองจริงๆ ทำให้รู้ตัวว่าตอนนี้ถึงเวลาเรียนแล้ว ไม่ใช่ว่าอยู่ห้องก็เล่นกันจนไม่รู้ว่าอาจารย์เข้าห้องมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่มีใครบอกสวัสดีอาจารย์ ถ้าอาจารย์อยู่ติดห้องไปเลยก็น่าจะพร้อมสอนตลอดเวลา ไม่ต้องกลัวเข้าห้องสายด้วย

ความแตกต่าง มัธยมปลาย ไทย อเมริกา

ในอเมริกาได้เรียนกับคนหลากหลายกว่า

เนื่องจากว่านักเรียนได้เลือกวิชาตามใจชอบ ก็เลยจะได้เจอเพื่อนที่หลากหลายมาก ที่ไทยเราจะเรียนอยู่ห้องเดียวกันตั้งสามปี ห้องติดๆ กันก็จะรู้จักกัน ส่วนห้องอื่นๆ ก็ไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ แต่ที่อเมริกาเราจะได้รู้จักเพื่อนนักเรียนหลากหลาย หรือแม้แต่รุ่นพี่รุ่นน้องปีอื่นด้วย สามารถถามรุ่นพี่ที่เรียนด้วยกันได้เลยว่าวิชานู้นนี้เป็นยังไง การสอบ SAT ยากมั้ย ต้องเตรียมตัวยังไง ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนแน่นแฟ้นขึ้น และมีโอกาสได้รับความคิดเห็นที่หลากหลายมากขึ้นด้วย

แต่ไม่ใช่ว่าการจัดห้องแบบไทยจะไม่มีอะไรดีเลยนะ ข้อดีอย่างหนึ่งก็คือ เราจะได้เพื่อนที่ผูกพันมากๆ ในห้องเดียวกัน มองตาก็รู้ใจ เหมาะกับการทำงานกลุ่มที่สุด แต่ที่อเมริกา เราไม่ได้มีคนที่รู้จักกันดีขนาดนั้น เวลาต้องจับกลุ่มทำงานเลยอาจมีอาการ awkward บ้าง ไม่รู้จะไปอยู่กลุ่มไหนดี โดยเฉพาะนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เพิ่งมาถึงแล้วยังไม่ทันได้สนิทกับใคร

อเมริกาเน้นห้องเรียนเล็กๆ เด็กน้อยๆ

จำนวนนักเรียนแต่ละห้องของอเมริกาน้อยมาก ส่วนมากมีนักเรียนต่ำกว่าสามสิบคน บางคลาสเรียนกันอยู่แค่สี่ห้าคนก็มี ตัดภาพมาที่ไทย ห้องหนึ่งของเรามีกันตั้งห้าสิบคนอัดเข้าไป อาจารย์ดูแลไม่ทั่วถึง มีการแบ่งแยกเด็กหน้าห้อง กลางห้อง หลังห้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก

ห้องเรียนเล็ก ๆ ช่วยให้โรงเรียนอเมริกันจัดการสอนแบบ discussion base หรืออภิปรายกลุ่มได้ สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โต้วาทีกันได้ทั่ว ต่างจากของไทยที่อาจารย์จะเป็นคนบรรยายให้ฟัง ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับนักเรียนของที่อเมริกาและไทยต่างกันออกไปด้วย

ความแตกต่าง มัธยมปลาย ไทย อเมริกา

ด้านความสัมพันธ์กับอาจารย์

อเมริกาเน้น individualism ไทย collectivism

Individualism คือการเน้นให้คนมีความคิดเป็นตัวของตัวเอง ที่เห็นได้ชัดก็คือ การที่เขาไม่มีเครื่องแบบนักเรียน แต่ให้แต่ละคนมีโอกาสแสดงความชอบและแสดงตัวตนออกมา ขณะที่ไทยจะให้นักเรียนแต่งกายเหมือนกัน ทำอะไรพร้อมๆ กัน ไปด้วยกัน มีช่วงเคารพธงชาติ สวดมนต์ ฟังประกาศร่วมกันทุกเช้า ซึ่งการมารวมตัวกันเยอะๆ แบบนี้ในโรงเรียนอเมริกันเกิดขึ้นน้อยมาก ถ้าไม่มีเรื่องสำคัญจะประกาศจริงๆ ก็จะไม่มีการเรียกประชุมเลย

Individualism ของอเมริกันแฝงอยู่ในการเรียนด้วยเช่นกัน โดยก่อนจะจบวิชาหนึ่งได้ นักเรียนจะได้ทำโปรเจ็กต์จบ (Final Project) เพื่อดึงเอาความรู้ความสามารถและความสนใจส่วนบุคคลออกมาใช้อย่างเต็มที่ อย่างเช่นวิชา Holocaust and Human Behavior (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวและพฤติกรรมมนุษย์) หลังจากที่นักเรียนได้อ่านและดูหนังเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แล้วก็ต้องทำงานจบซึ่งมีโจทย์ว่า ให้ไปทำงานศิลปะที่สื่อถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มา พร้อมเขียนเปเปอร์อธิบายผลงานด้วย การทำโปรเจ็คจบแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะนอกจากได้สรุปความรู้แล้ว ยังได้ประยุกต์ใช้ทักษะอื่นๆ ในการสื่อองค์ความรู้ของเราออกมาอีกด้วย

ความแตกต่าง มัธยมปลาย ไทย อเมริกา

ด้านกายภาพ

ไฮสคูลที่อเมริกามีตึกเดียว

โรงเรียนของอเมริกามีทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในตึกเดียว ทั้งยิม ห้องเรียน โรงอาหาร ห้องใต้ดิน และทุกสิ่งอย่าง แต่ถ้าที่ไทยจะแยกอาคารเป็นตึกหนึ่ง ตึกสอง ตึกสาม สนามกีฬา ห้องประชุม และอื่น ๆ

ที่อเมริการวมกันแบบนี้มีเหตุผลสำคัญคือ … เพราะมันหนาว!

ถ้านักเรียนต้องเดินระหว่างตึกในช่วงที่หนาวมาก ๆ ติดลบสามสิบองศา คงจะไม่ไหวแน่ ขนาดประตูเข้าตึกที่อเมริกายังต้องมีสองชั้น แถมมีที่ว่างระหว่างประตูให้กระทืบเท้าเอาหิมะออกก่อนด้วยเลย

แต่แม้จะมีแค่ตึกเดียว โรงเรียนที่อเมริกาก็มี facility หรือสาธารณูปโภค ให้ใช้ครบครันนะ ทั้งสระว่ายน้ำ สนามกีฬา ยิม และอื่นๆ ซึ่งเปิดให้คนในชุมชนใกล้เคียงเข้ามาใช้ได้ด้วย เป็นการเน้นให้นักเรียนมีกิจกรรมทำหลายๆ อย่าง ไม่ใช่แค่อ่านตำราอย่างเดียว ต่างจากที่ไทย ซึ่งถ้าไม่ใช่โรงเรียนใหญ่ ๆ ก็จะไม่มีอะไรแบบนี้เลยเพราะมีพื้นที่น้อยเกินไป

และเนื่องจากเป็นตึกเดียว โรงเรียนที่อเมริกาเลยติดแอร์และฮีตเตอร์สำหรับทั้งหมดได้ง่าย ซึ่งถ้าย้อนกลับมาดูประเทศไทยแล้ว เราก็จะเห็นว่า บางวันที่ร้อนจัดโรงเรียนก็ยังไม่มีแอร์ให้ครูและนักเรียนเลย บางโรงเรียนอาจมีแอร์ให้เฉพาะห้องของครูฝรั่งเท่านั้น

ความแตกต่าง มัธยมปลาย ไทย อเมริกา

อย่างไรก็ตาม การเรียนไม่ว่าจะระบบไหน ประเทศไหน ก็ล้วนต้องการพัฒนาศักยภาพให้กับนักเรียนทั้งด้าน IQ และ EQ ทั้งสิ้น สำหรับนักเรียนไทย ที่ผู้ปกครองมีทุนทรัพย์ ก็สามารถเลือกได้ว่า จะให้นักเรียนเรียนที่ไหน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่ว่า เงิน สามารถแก้ปัญหา หรือทำให้ทุกอย่างราบรื่น และประสบความสำเร็จได้ มันขึ้นอยู่กับตัวของผู้เรียนเองด้วย พี่ Tony มีประสบการณ์ด้านการศึกษาต่อที่ต่างประเทศ รวมถึงการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศต่างๆ พี่ๆ พร้อมให้คำแนะนำ และดูแลพวกเรา ทั้งเรื่องเรียน และเรื่องการใช้ชีวิต ให้คำแนะนำแบบพี่แนะนำน้อง และดูแลกันตั้งแต่สมัครเรียน จนเดินทางกลับถึงไทยเลยทีเดียว

ทักเข้ามาพูดคุยกับพี่ Tony ได้ตามช่องทางการติดต่อของเราได้เลย

Credit : https://dekthaiklaibaan.wordpress.com , https://www.facebook.com/notes/glee-thailand-club

เรียนต่อที่ลอสแอนเจลิส

เรียนต่ออเมริกา เรียนต่อลอสแอนเจลิส

“โลกที่กว้างใหญ่กำลังรอเราอยู่ มันคงน่าเสียดายถ้าเราไม่ได้ไปเห็นมัน” โดย Jo Andrews – ไปเรียนต่อที่แอลเอกัน

     มหานครลอสแอนเจลิส หรือที่รู้จักกันในชื่อ แอลเอ ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นเมืองใหญ่และมีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของสหรัฐอเมริกา มีตั้งถิ่นฐานของผู้คนหลายเชื้อชาติโดยเฉพาะชาวเอเชีย และอเมริกาใต้ เพราะลักษณะของอากาศที่อบอุ่นสบาย มีทั้งลมเย็นและแสงแดดตามฤดูกาล จึงเป็นเมืองที่มีการผสมผสานของวัฒนธรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มหานครแห่งนี้ยังเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการบันเทิงของประเทศ เป็นที่อยู่ของคนดัง เศรษฐี เซเลบริตี้และดารานักแสดงมากมาย แอลเอมีแหล่งท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาหารแทบจะของทุกชาติตั้งอยู่เกือบทุกมุมเมือง

เมืองแห่งแสงสี

     ลอสแอนเจลิสมีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะและหลากหลายมาก ทั้งดิสนีย์แลนด์ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ หรือจะเป็นแหล่งชอปปิ้งชื่อดัง มี Hollywood Walk of Fame และย่านเบเวอรี่ฮิลส์ซึ่งเป็นโซนที่อยู่อาศัยของเหล่าซูเปอร์สตาร์ดาราฮอลลีวูด มีถนนสายประวัติศาสตร์ทางหลวงสหรัฐหมายเลข 66 (Route 66) รวมถึงพิพิธภัณฑ์ อย่างเช่นที่ Los Angeles County Museum of Art หรือ J. Paul Getty Center นอกจากนี้ตัวเมืองยังมีชายหาดที่มีชื่อเสียงอย่างชายหาดเวนิซซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเมืองอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญอย่างเช่น สถานกงสุลใหญ่ของประเทศไทยอีกด้วย การเรียนต่อที่ลอสแอนเจลิสหรือแอลเอจึงเป็นตัวเลือกที่เยี่ยมยอดมาก

เรียนต่ออเมริกา เรียนต่อลอสแอนเจลิส

เมืองที่ดึงดูดนักเรียนต่างชาติ

     ลอสแอนเจลิสขึ้นชื่อเรื่องเป็นหนึ่งในเมืองที่มีนักเรียนต่างชาติเดินทางมาเรียนต่อเยอะที่สุดในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากที่นี่มีสถาบันภาษา โรงเรียนมัธยม วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยชั้นนำมากมายอย่างเช่นมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) และมหาวิทยาลัยเซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย (USC) กล่าวได้ว่าเมืองนี้มีสถาบันการศึกษาให้เลือกแบบหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความต้องการและที่สำคัญงบประมาณของนักเรียน มีนักเรียนเดินทางมาที่นี่เพื่อมาเรียนตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไปจนถึงระยะยาว มีหลักสูตรให้เลือกมากมายอย่างเช่นหลักสูตรแบบเร่งรัด หลักสูตรเตรียมสอบโทเฟลหรือหลักสูตรเตรียมความพร้อมเข้าเรียนในระดับชั้นมัธยมและมหาวิทยาลัย มีนักเรียนไม่น้อยเลยที่เลือกมาเรียนต่อลอสแอนเจลิสในระดับชั้นมัธยมและอุดมศึกษา เนื่องจากบรรยากาศและความเป็นอยู่ของเมืองที่เอื้อต่อการเรียนรู้และใช้ชีวิตของนักเรียนต่างชาติ

เรียนต่ออเมริกา เรียนต่อลอสแอนเจลิส

ความเป็นอยู่ในสังคมหลากวัฒนธรรม

     ความเป็นอยู่ในลอสแอนเจลิสเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบาย สำหรับคนไทยเป็นเรื่องที่ปรับตัวได้ง่ายมากเนื่องจากสภาพอากาศใกล้เคียงกับประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีย่านไทยทาว์น ไชน่าทาว์น เจแปนนิสทาว์น โคเรียนทาว์น และแหล่งรวมอาหารเอเชียอีกมากมาย เรื่องอาหารการกินจึงไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงเลย เรื่องการเดินทางก็ถือว่าค่อนนข้างสะดวก มีรถไฟใต้ดิน มีรถประจำทาง แต่จะให้สะดวกที่สุดคือการเช่ารถขับเองถึงแม้ว่าเมืองนี้จะเป็นหนึ่งในเมืองที่รถติดมากในสหรัฐอเมริกาก็ตาม แม้จะเป็นเมืองใหญ่ คุณยังสามารถจัดการกับค่าครองชีพในแบบที่คุณต้องการได้ด้วยตัวเอง คุณอาจจะเลือกอยู่กับครอบครัวท้องถิ่นที่ทางสถาบันจัดให้ หรือจะเลือกหอพัก อพาร์ทเมนท์ซึ่งมีให้เลือกทั้งที่อยู่เขตนอกเมืองและในเมือง หลากหลายรูปแบบและราคาตามความต้องการ ที่ลอสแองเจลิสนั้นมีที่ท่องเที่ยวเยอะมาก ไม่ใช่แค่ในตัวเมือง เมืองรอบๆก็เช่นกันอย่าง ซานต้า โมนิก้า, ซานตาบาร์บาร่าหรือขับไปอีกหน่อยก็ซานฟรานซิสโก เป็นอีกเมืองที่ต้องปักหมุดและไปให้ได้ซักครั้ง….ไปเรียนต่อที่แอลเอกัน!!

เรียนต่อที่ชิคาโก้

เรียนต่ออเมริกา เรียนต่อชิคาโก้ Study in Chicago

“20 ปีต่อจากนี้ คุณอาจจะผิดหวังกับสิ่งที่ไม่ได้ลงมือทำ มากกว่าสิ่งที่ได้ลองทำแล้ว” โดย Mark Twain – เรียนต่อที่ชิคาโก้ คุณจะได้มากกว่าที่คุณคิด

     ชิคาโก้ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในรัฐอิลลินอยส์ที่มีความสำคัญเมืองหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นศูนย์กลางความเจริญแห่งหนึ่งของโลก และในปัจจุบันนับเป็น 1 ใน 10 เมืองสำคัญของโลกทางด้านเศรษฐกิจและสังคมด้วย ชิคาโก้ยังเป็นศูนย์กลางทางด้านความเจริญ การเงิน การคมนาคม และวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศ มีนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจเดินทางเข้าไปที่ชิคาโก้เยอะมากในแต่ละปี รวมถึงเป็นหนึ่งในเมืองที่มีคนอาศัยอยู่มากที่สุดของประเทศอเมริกา มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญมากมาย มีพิพิธภัณฑ์ระดับโลกอย่าง The Art Institute of Chicago, American Writer Museum หรือ Museum of Science and Industry มี Navy Pier ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ มีเดอะบีนที่มิลเลเนียมพาร์ค ซึ่งเป็นจุดเช็คอินสำคัญและถือเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองชิคาโก้ด้วย การท่องเที่ยวและเรียนต่อที่ชิคาโก้จึงกลายเป็นจุดมุ่งหมายหนึ่งของหลายๆคน

เรียนต่ออเมริกา เรียนต่อชิคาโก้ Study in Chicago

เรียนภาษาในชิคาโก้

     นอกจากการท่องเที่ยว เรื่องการศึกษาในชิคาโก้ก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน ในเมืองนี้มีสถาบันภาษา โรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่งที่รองรับนักเรียนต่างชาติที่เดินทางมาเรียนเป็นจำนวนไม่น้อยเลยในแต่ละปี ไม่ว่าจะมาเรียนภาษาระยะสั้นหรือระยะยาวที่มีหลักสูตรให้เลือกมากมาย และที่ได้รับความนิยมอย่างมาก คือหลักสูตรเรียนภาษาอังกฤษแบบเร่งรัดที่หลักสูตรเปิดทุกวันจันทร์เกือบตลอดทั้งปี ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้คนนิยมเรียนต่อที่ชิคาโก้กันก็คือความหลากหลายทางวัฒนธรรมและตัวเลือกทางการศึกษาของเมืองนี้นี่เอง

เรียนต่ออเมริกา เรียนต่อชิคาโก้ Study in Chicago

ไลฟ์สไตล์แบบคนเมือง

     ความเป็นอยู่ในชิคาโก้ก็ไม่ต่างจากหัวเมืองใหญ่ในอเมริกา คือในเมืองเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ร้านแฟชั่นต่างๆ และแหล่งท่องเที่ยวมากมาย การเดินทางก็สะดวก มีรถไฟใต้ดินที่ใหญ่และครอบคลุมสถานที่สำคัญต่างๆในตัวเมือง มีรถประจำทางคอยให้บริการ ค่าครองชีพอาจจะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูงเช่นเดียวกับเมืองใหญ่อื่นๆ แต่ก็ยังอยู่ในส่วนที่ควบคุมได้ คุณอาจจะลองเลือกพักกับครอบครัวท้องถิ่นที่ทางโรงเรียนจัดหาให้ก็ได้หรือหาอพาร์ทเมนท์แชร์กับเพื่อนใกล้ๆกับตัวเมือง ชิคาโก้เหมาะมากสำหรับนักเรียนที่ต้องการใช้ชีวิตแบบคนเมือง โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบศิลปะสมัยใหม่ เหล่าฮิปสเตอร์ และผู้ที่ต้องการแรงบันดาลใจสำหรับความคิดสร้างสรรค์ ที่ชิคาโก้นี้มีแหล่งงานศิลปะ พิพิธภัณฑ์และแหล่งการเรียนรู้มากมายหลากหลายที่คุณสามารถเข้าใช้บริการได้ฟรีๆ เราพบว่านักเรียนส่วนหนึ่งที่เคยไปเรียนต่อที่ชิคาโก้มาแล้ว เช่นคนที่เคยเรียนหลักสูตรระยะสั้นมาก่อน หลายคนก็อยากเดินทางกลับไปเรียนต่อที่ชิคาโก้ในระดับสูงขึ้น อย่าลังเลที่จะมาเรียนต่อที่ชิคาโก้เพราะหากคุณได้มาจริงๆ คุณจะมีความสุขมากกับชีวิตที่นี่

เรียนต่อที่บอสตัน

เรียนต่ออเมริกา เรียนต่อบอสตัน Study in Boston

“จุดหมายปลายทางไม่ใช่สถานที่ แต่คือการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ” โดย Henry Miller – อย่าลังเล ที่จะไปเรียนต่อที่บอสตัน

     บอสตันเป็นเมืองหลวงของรัฐแมสซาชูเซตส์ เป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดและมั่งคั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา หนึ่งในเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดของประเทศ ธุรกิจที่สำคัญในบอสตัน ได้แก่ การศึกษา สถานพยาบาล การเงิน และเทคโนโลยี เป็นเมืองที่มีเหล่าสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จเกิดขึ้นเยอะมาก เมืองนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นหลายอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างเช่น เหตุการณ์ครั้งสำคัญคือสงครามปฎิวัติอเมริกา (American Revolutionary War) กับจักรวรรดิอังกฤษ มีการประท้วงชุมนุมงานเลี้ยงน้ำชาที่บอสตัน (Boston Tea Party) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดขึ้นของประเทศสหรัฐอเมริกา คุณต้องไปค้นหาเพิ่มเติมที่เดอะฟรีดอมเทรล (Freedom Trial) แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เป็นเมืองที่เรียกได้ว่ามีประวัติศาสตร์ยาวนานและเป็นแหล่งกำเนิดสิ่งสำคัญหลายอย่างเช่น สวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศที่เรียกว่าบอสตันคอมมอน (Boston Common) ระบบรถไฟใต้ดินแห่งแรก แม้กระทั่งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยแห่งแรกก็เกิดขึ้นที่เมืองนี้ เรามั่นใจว่าการมาเรียนต่อที่บอสตันจะให้อะไรคุณมากกว่าแค่ความรู้ในห้องเรียน

เรียนต่ออเมริกา เรียนต่อบอสตัน Study in Boston

ศูนย์กลางแห่งการศึกษา

     บอสตันได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่สำคัญแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยกว่า 100 แห่ง โดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยบอสตัน รวมถึงสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์หรือที่เรารู้จักกันในนาม เอ็ม ไอ ที นั่นเอง มหาวิทยาลัยเหล่านี้เปิดให้คุณสามารถเข้าไปเดินดูบรรยากาศข้างในได้ด้วย และเพราะบรรยากาศบวกกับประวัติศาสตร์ของเมืองที่เกี่ยวข้องกับการศึกษามาอย่างยาวนาน เมืองนี้จึงติดอันดับยอดฮิตเมืองที่นักเรียนต่างชาติเลือกมาเรียนต่อมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีทั้งที่มาเรียนภาษาระยะสั้นและระยะยาว หรือจะเป็นการเรียนต่อมัธยมก็มีโรงเรียนให้เลือกหลายประเภททั้งโรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชนหรือโรงเรียนนานาชาติ เราเชื่อว่าบรรยากาศการเรียนต่อในเมืองบอสตันที่เป็นเมืองแห่งศูนย์กลางวัฒนธรรมของประเทศมหาอำนาจของโลกจะทำให้คุณรู้สึกได้ถึงแรงบันดาลใจของเส้นทางอนาคต

เรียนต่ออเมริกา เรียนต่อบอสตัน Study in Boston

ไลฟ์สไตล์เรียบง่าย

     ความเป็นในบอสตันเรียกได้ว่าเรียบง่าย ตัวเมืองดูสะอาดและปลอดภัย การเดินทางภายในตัวเมืองก็สะดวก มีทั้งรถไฟใต้ดิน รถรางและรถประจำทาง มีร้านค้า ร้านอาหาร แหล่งชอปปิ้งครบครัน เมนูขึ้นชื่อของบอสตันที่รู้จักกันดีคือล็อบสเตอร์และอาหารทะเลซึ่งมีหลากหลายราคาให้ได้ลองชิม การเลือกพักกับครอบครัวท้องถิ่นที่ทางโรงเรียนเป็นผู้จัดหาก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีแต่ต้องใช้เวลาในการเดินทางหน่อย เพราะโซนที่พักอาศัยจะอยู่ออกไปทางนอกเมือง หากเป็นนักเรียนโตก็สามารถหาเพื่อนร่วมแชร์ค่าห้องหรือค่าบ้านได้เช่นกัน ในวันหยุดยาวคุณอาจจะเช่ารถขับไปเที่ยวนิวยอร์กซึ่งห่างกันเพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้นหรือ ในตัวเมืองยังมีสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจหลังเลิกเรียนหรือวันหยุดอีกด้วย หรือจะใช้เวลาในห้องสมุดมหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมกับเพื่อนๆก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ไปเรียนต่อที่บอสตันกับเรา แล้วคุณจะหลงรักเมืองนี้

เรียนต่อที่นิวยอร์ก

เรียนต่ออเมริกา เรียนต่อนิวยอร์ก Study in New York

“เรือจะปลอดภัยเมื่อจอดอยู่ที่ท่าเรือ แต่นั่นไม่ไช่จุดประสงค์ที่สร้างเรือขึ้นมา” โดย John A. Shedd – ออกเดินทางและไปเรียนต่อที่นิวยอร์กกับเรา

     มหานครนิวยอร์กเป็นหนึ่งในเมืองที่อลังการและเจริญที่สุดแห่งหนึ่งจนได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงเอกของโลก เป็นเมืองใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน วัฒนธรรม ความบันเทิงที่สำคัญที่สุดของโลก เป็นเมืองที่ครั้งหนึ่งในชีวิตทุกคนคงอยากลองไปเยือนสักครั้ง เพื่อสัมผัสบรรยากาศ แสงสีเสียงทั้งกลางวันและกลางคืน ตึกสูงใหญ่ระฟ้า ร้านค้า ร้านแฟชั่น ร้านอาหาร จุดถ่ายรูปและสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย นิวยอร์กเป็นเมืองที่ครึกครื้นและมีอะไรให้คุณทำตลอดเวลา ถนนฟิฟท์ อเวนิว, ไทม์สแควร์, ตึกเอ็มไพร์เสตท,แม่น้ำฮัดสัน, เทพีเสรีภาพและพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจมากมายคือสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาที่นี่ทุกปี เป็นอีกเมืองที่ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางเข้าออกตลอดทั้งปีทำให้เป็นหนึ่งในเมืองที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมที่สุดในโลก

เรียนต่ออเมริกา เรียนต่อนิวยอร์ก Study in New York

เรียนต่อในเมืองนิวยอร์ก

     นิวยอร์กไม่เพียงดึงดูดใจนักท่องเที่ยวแต่ยังเป็นที่สนใจในเรื่องการศึกษาด้วย ในแต่ละปีนักเรียนมากมายเดินทางเข้ามาเรียนต่อที่นิวยอร์ก แถวย่านใจกลางเมืองจะมีสถาบันภาษาที่มีชื่อเสียงตั้งอยู่หลายแห่ง คุณจะพบนักเรียนต่างชาติที่นี่เยอะ บ้างก็มาระยะสั้น 2-8 สัปดาห์ บ้างก็มาเรียนหลักสูตรระยะยาว เรื่องหลักสูตรก็มีให้เลือกหลากหลาย มีหลักสูตรแบบเร่งรัด หลักสูตรเตรียมสอบโทเฟลหรือไอเอลท์ รวมถึงหลักสูตรเตรียมความพร้อมเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ซึ่งนิวยอร์กมีมหาวิทยาลัยที่น่าเรียนอยู่หลายแห่ง แม้ว่าสถาบันภาษาส่วนใหญ่จะอยู่ในย่านใจกลางเมือง ในทางกลับกัน โรงเรียนมัธยมส่วนมากจะตั้งอยู่นอกเมืองเนื่องจากความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมและเนื้อที่ของโรงเรียน การเรียนต่อในนิวยอร์กจึงค่อนข้างเหมาะกับผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่าเด็กเล็ก

เรียนต่ออเมริกา เรียนต่อนิวยอร์ก Study in New York

วิถีนิวยอร์กเกอร์

     ความเป็นอยู่ของผู้คนในนิวยอร์กจะทำให้คุณรู้สึกได้ถึงความเร่งรีบ ด้วยความเป็นเมืองใหญ่ ประชากรเยอะ การจราจรหนาแน่นโดยเฉพาะในใจกลางเมือง ข้อดีของเมืองนี้คือการเดินทางซึ่งถือว่าสะดวกมากเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆในประเทศอเมริกา มีรถไฟใต้ดินวิ่งเกือบทั่วทั้งเมือง มีรถโดยสารประจำทาง เรื่องอาหารการกินไม่ต้องห่วงเลย มีร้านอาหารครบแทบทุกชาติในอัตราราคาที่หลากหลาย อัตราค่าครองชีพของเมืองนิวยอร์กถือได้ว่าอยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมืองหนึ่งเลยทีเดียว เรื่องการจัดการที่พักก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณา หากคุณเลือกพักบนเกาะแมนฮัตตันซึ่งเป็นย่านสำคัญทางเศรษฐกิจค่าใช้จ่ายก็จะสูงหน่อย แต่ตัวเลือกการพักกับครอบครัวท้องถิ่นที่ทางโรงเรียนหรือสถาบันเป็นผู้จัดหาก็เป็นตัวเลือกที่ประหยัดค่าใช้จ่ายแต่อาจต้องเพิ่มเวลาในการเดินทางมากขึ้นอีกนิดเพราะโซนที่พักอาศัยจะอยู่ค่อนออกไปทางนอกเมือง อีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจก็คือการหาเพื่อนร่วมแชร์ค่าห้องค่าบ้านซึ่งเหมาะกับวัยเรียนมหาวิทยาลัยขึ้นไป การเรียนต่อที่นิวยอร์กจะเป็นการใช้ชีวิตอย่างค่อนข้างมีสีสัน หากคุณเป็นคนชอบใช้ชีวิตแบบคนเมืองด้วยแล้ว ไม่มีที่ไหนจะเหมาะไปกว่าที่นิวยอร์ก….มหานครที่ไม่เคยหลับใหลอีกแล้ว

เรียนต่อประเทศสหรัฐอเมริกา

เรียนต่อประเทศสหรัฐอเมริกา เรียนต่ออเมริกา เรียนต่อ อเมริกา Study in America

“ฉันอยากออกเดินทางไปในที่ต่างๆ ไปเจอผู้คน, ชั้นอยากโตขึ้นทั้งความคิดและจิตใจ, ชั้นอยากไปอยู่ในที่ที่จะทำให้ชั้นได้เห็นอะไรใหม่ๆ” โดย Scott Fitzgerald – ลองเริ่มต้นด้วยการไปเรียนต่อที่อเมริกา

     อเมริกาประเทศมหาอำนาจที่ต้องลิสต์ไว้เลยว่าต้องไปสัมผัสให้ได้สักครั้งในชีวิต อเมริกามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซียและแคนาดา ประกอบไปด้วย 50 รัฐด้วยกัน ซึ่งแทบทุกรัฐมีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยทั้งประเทศเลย ด้วยขนาดประเทศที่ใหญ่และกว้างขวาง ทำให้อเมริกามีความหลากหลายทางลักษณะภูมิประเทศ, ภูมิอากาศ, ทัศนียภาพ, วัฒนธรรมและลักษณะนิสัยของผู้คน ตั้งแต่ฝั่งตะวันตกรัฐแคลิฟอร์เนียที่มีหัวเมืองใหญ่อย่างลอส แอนเจลิสกับซาน ฟรานซิสโก แถบกลางก็จะมีรัฐอิลลินอยส์ที่มีเมืองชิคาโกเป็นหัวเมืองใหญ่ ฝั่งตะวันออกก็จะมีรัฐแมสซาชูเซตส์ที่มีเมืองบอสตัน เมืองแห่งการศึกษา มีมหานครนิวยอร์กที่วันนี้ถูกยกให้เป็นเมืองหลวงของโลกและมีรัฐวอชิงตัน ดีซี ที่เป็นเมืองหลวงของประเทศ จุดเด่นของประเทศนี้คือ เรื่องอิสรภาพทางด้านความคิด การพูด และการแสดงความคิดเห็น รวมถึงการกล้าพูด กล้าแสดงออกและกล้าคิดกล้าทำซึ่งสำคัญมาก เพราะวัฒนธรรมนี้ได้สร้างให้อเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลก สิ่งนี้ยังส่งผลต่อวัฒนธรรมเรื่องการเรียนการสอน และนั่นทำให้อเมริกาเป็นประเทศที่สร้างบุคคลสำคัญของโลกทั้งด้านการเมือง การบันเทิงและนักธุรกิจมากมายนับไม่ถ้วน การมาเรียนต่อที่อเมริกา จะทำให้คุณได้อะไรมากกว่าแค่เรื่องการเรียนแน่นอน

เรียนต่อประเทศสหรัฐอเมริกา เรียนต่ออเมริกา เรียนต่อ อเมริกา Study in America

มาตรฐานการศึกษาที่แตกต่าง

     อเมริกาเป็นประเทศที่มีมาตรฐานทางด้านการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก มีสถาบันภาษา โรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอยู่เยอะมาก และในความเป็นจริงแล้ว คนอเมริกันทั่วๆไปที่ไม่ใช่คนในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กหรือลอสแองเจลิสนั้น มีความเป็นอยู่และใช้ชีวิตที่ค่อนข้างเรียบง่าย ไม่ได้หวือหวา หรือสุดโต่งแบบที่เราเคยเห็นในภาพยนตร์ คนอเมริกันมีความใจกว้าง เป็นมิตรและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ในเรื่องของระบบการศึกษาของอเมริกาก็มีความแตกต่างกับระบบการศึกษาของไทยอย่างเห็นได้ชัด นักเรียนอเมริกันจะเลือกได้ว่าอยากเรียนอะไรตั้งแต่ระดับมัธยม สามารถวางแผนการเรียนได้เอง และในชั้นเรียนส่วนใหญ่จะเรียนแบบ discussion มากกว่าแบบ lecture และท่องจำ นักเรียนทุกคนจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ต้องกล้าพูด กล้าซักถามและตอบคำถาม กล้าแสดงความเห็น กล้าคิดต่างและกล้าถกปัญหาในชั้นเรียน ระบบการเรียนแบบอเมริกา ช่วยฝึกความมั่นใจ กล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดถ้าไม่เห็นด้วย มีความคิดเป็นของตัวเองและปลูกฝังการยอมรับในความเห็นต่างของผู้อื่นให้กับเด็กนักเรียน นักเรียนไทยหลายๆคนที่ไปเรียนต่อที่อเมริกา จึงได้รับการปลูกฝังสิ่งต่างๆเหล่านี้จนมีบุคลิกที่ชัดเจนมากขึ้น จุดนี้อาจเป็นเหตุผลหลักๆของนักเรียนไทยส่วนมากที่นิยมไปเรียนต่อที่อเมริกา

เรียนต่อประเทศสหรัฐอเมริกา เรียนต่ออเมริกา เรียนต่อ อเมริกา Study in America

ความเป็นอยู่ในชุมชนท้องถิ่น

     เรื่องของความเป็นอยู่ของคนอเมริกันมีความเรียบง่าย อาหารการกินจะเน้นไปทางแป้ง เนื้อสัตว์และนม ทำให้คนอเมริกันค่อนข้างตัวสูงใหญ่ ในบางพื้นที่อาจมีเมนูท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อ ส่วนใหญ่จะเกิดจากการหลอมรวมของวัฒนธรรมในพื้นที่นั้นๆสมกับที่เป็น Cultural Melting Pot การเดินทางไปที่ต่างๆ โดยเฉพาะเดินทางออกนอกตัวเมือง อาจต้องใช้เวลามากเพราะประเทศมีขนาดใหญ่ แต่ตามหัวเมืองใหญ่ๆ จะมีรถไฟใต้ดินอำนวยความสะดวกให้กับผู้คนที่ต้องการเดินทาง ถ้าเมืองเล็กๆ ส่วนมากจะใช้รถโดยสารประจำทางทั่วไปที่มีตารางเวลาวิ่งแน่นอนหรือรถยนต์ส่วนตัว การจราจรไม่ค่อยติด เนื่องจากมีการจัดการที่ดีและรถเมล์จะมีช่องวิ่งของตัวเอง อเมริกายังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายตั้งแต่ฝั่งตะวันออกไปฝั่งตะวันตก ซึ่งแต่ละที่จะมีความเป็นเอกเทศและเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง หากคุณกำลังวางแผนเรียนต่อที่อเมริกา แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปเมืองไหน ลองเข้าไปดูเมืองหรือรัฐต่างๆที่เราคัดเลือกมาให้แล้ว รับรองว่าแต่ละเมืองขึ้นชื่อและติดอันดับท็อปฮิตของอเมริกาแน่นอน

เมืองที่เป็นที่นิยม