เปิดแหล่ง “ขอทุน” ป.ตรี-ป.เอก ทั้งในและต่างประเทศ

ขอทุน การศึกษา

เปิดแหล่งขอทุนเกือบ 100 องค์กร หนุนการศึกษาระดับ ป.ตรี-ป.เอก ทั้งในและต่างประเทศ ทุนจากหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา บริษัทเอกชน สถาบันการเงิน มูลนิธิ และสารพัดทุน-สิทธิประโยชน์จาก 22 ประเทศ 5 ทวีป

การศึกษาถือเป็นสิ่งสำคัญต่อเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ แต่ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจตามมา ทำให้หลายครอบครัวมีปัญหาเรื่องค่าเล่าเรียนของบุตรหลาน โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษาซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ดังนั้นการ “ขอทุน” จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยแบ่งเบาภาระให้ผู้ปกครองได้

จากข้อมูลพบว่า ประเทศไทยนั้นมีองค์กรต่างๆ ที่สนับสนุนทุนการศึกษาในระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอกอยู่มากมายอย่างที่คิดไม่ถึง ทั้งนี้ จะแบ่งทุนเป็น 2 กลุ่ม ตามวัตถุประสงค์ในการเรียน คือ ทุนเพื่อการศึกษาภายในประเทศ และทุนเพื่อการศึกษาในต่างประเทศ

ทุนเพื่อศึกษาภายในประเทศ

ทุนเพื่อการศึกษา

ทุนเพื่อศึกษาภายในประเทศ ประกอบด้วย

ทุนรัฐบาล เป็นทุนการศึกษาที่ได้จัดสรรงบประมาณจากรัฐมาส่วนหนึ่ง เพื่อให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสศึกษาต่อในสาขาที่ขาดแคลนและเป็นที่ต้องการของตลาด โดยมีคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการศึกษา และเป็นผู้คัดเลือกนักเรียนทุน ซึ่งทุนของรัฐนั้น ได้แก่

• ทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน หรือชื่อใหม่คือ ทุนเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เป็นทุนการศึกษาที่เปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมปลายจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอที่มีฐานะยากจน แต่การเรียนและความประพฤติดี สามารถศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีทั้งในและต่างประเทศ โดยประเทศที่นักเรียนเลือกไปศึกษานั้นต้องไม่เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ และมีความโดดเด่นเฉพาะด้านทางวิชาการ ซึ่งนักเรียนทุนที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับการอบรมภาษาและวัฒนธรรมของประเทศนั้นก่อนเป็นเวลา 3 เดือน

• ทุนจากกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ซึ่งมีทั้งทุนเพื่อการศึกษาในประเทศ และทุนศึกษาต่อต่างประเทศ โดยเงื่อนไขจะเป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานนั้นๆ ซึ่งสามารถดูได้จากเว็บไซต์ของ ก.พ. https://www.ocsc.go.th/scholarship/personal คลิก “ทุนรัฐบาล” เช่น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (ทุน สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

• ทุนของกองทัพ นอกเหนือจากทุนของ ก.พ.แล้วยังมีทุนการศึกษาที่สนับสนุนโดยกองทัพต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ศึกษาในสถาบันการศึกษาของกองทัพ โดยผู้ที่ได้รับทุนเหล่านี้ เมื่อจบการศึกษาจะได้รับโอกาสเข้ารับราชการทหารในสังกัดของหน่วยงานที่ให้ทุน เช่น วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า

• ทุนของสถาบันการศึกษาต่างๆ โดยเป็นทุนที่สถาบันการศึกษานั้นๆ มอบให้แก่นักศึกษาภายในสถาบันตนเอง ซึ่งเงื่อนไขในการพิจารณาจะเป็นทุนที่ให้แก่นักศึกษาที่เรียนดี และมีความประพฤติดี แต่มีฐานะยากจน เป็นทุนแบบให้เปล่า ไม่มีข้อผูกมัด แต่นักศึกษาต้องรักษาผลการเรียนให้อยู่ในระดับที่ทางสถาบันกำหนด โดยนักศึกษาที่ประสงค์จะขอทุนสามารถติดต่อสอบถามจากสถาบันการศึกษาได้โดยตรง

ทุนของภาคเอกชน ซึ่งในแต่ละปีนั้นมีอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นทุนของบริษัทห้างร้าน สถาบันการเงิน หรือมูลนิธิต่างๆ มีทั้งประเภททุนเต็มจำนวน ทุนสนับสนุนบางส่วน โดยส่วนใหญ่จะเป็นทุนให้เปล่า ไม่ต้องกลับมาทำงานใช้ทุนตามข้อผูกพันเหมือนกับทุนของรัฐบาล ซึ่งแต่ละทุนนั้นมีวัตถุประสงค์ของการให้ทุนที่แตกต่างกันไป อาทิ

• มูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา สนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักศึกษาแพทย์ที่เรียนดีแต่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ โดยมอบทุนให้แก่นักศึกษาแพทย์ 18 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสุรนารี มหาวิทยาลัยสงขลา มากว่า 10 ปี แล้ว โดยเป็นการให้ทุนแบบต่อเนื่องจนจบการศึกษา ( 6 ปี) ปีละ 60,000 บาทต่อราย ซึ่งจำนวนทุนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2562 ได้มอบทุนแก่นักศีกษาแพทย์ จำนวน 136 ทุน

• มูลนิธิศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อสังคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สนับสนุนทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่มีความสามารถและความประพฤติดี โดยเปิดรับสมัครปีละ 2 รอบ คือ รอบที่ 1 รับสมัครในวันที่ 1 ม.ค.-31 มี.ค. และรอบที่ 2 เปิดรับสมัครในวันที่ 1 ก.ค.-30 ก.ย.

• เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ ให้ทุนสนับสนุนใน 3 สาขาหลัก คือ ด้านศิลปะและวัฒนธรรม ด้านญี่ปุ่นศึกษาและการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ และด้านภาษาญี่ปุ่น โดยการให้ทุนนั้นมีทั้งทุนสนับสนุนการศึกษาวิจัย โครงการอบรมภาษาญี่ปุ่นและการสนับสนุนในรูปแบบอื่นๆ

ทุนเพื่อศึกษาต่อในต่างประเทศ

สำหรับ ทุนเพื่อศึกษาต่อในต่างประเทศ ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี-เอก ก็มีทั้งทุนของรัฐบาล และภาคเอกชนเช่นกัน

ทุนของรัฐบาลไทย เป็นทุนที่ให้โอกาสนักศึกษาไปศึกษาต่อในต่างประเทศ โดย ก.พ. เป็นผู้คัดเลือกนักเรียนทุนรัฐบาล (บางหน่วยงาน) และเป็นผู้ดูแลนักเรียนทุนที่เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งทุนดังกล่าวได้แก่

• ทุนเล่าเรียนหลวง เป็นทุนที่ให้แก่ผู้ที่มีผลคะแนนเฉลี่ยสะสมในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ไม่ต่ำกว่า 3.50 เพื่อไปศึกษาต่อปริญญาตรีในต่างประเทศ โดยผู้ที่ได้รับทุนต้องกลับมาทำงานในประเทศไทยเป็นเวลาเท่ากับที่ขอทุน แต่ไม่ได้กำหนดว่าต้องทำงานในองค์กรรัฐบาลเท่านั้น ผู้ที่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงนี้แล้ว สามารถขอทุนรัฐบาลเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโท-เอกได้ ทั้งนี้ ข้อผูกพันต่างๆ จะเป็นไปตามที่ทุนรัฐบาลได้กำหนดไว้ โดยในแต่ละปีจะมีจำนวน 9 ทุน

• ทุนไทยพัฒน์ เป็นทุนการศึกษาที่ได้รับพระราชทานชื่อจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เป็นทุนที่จัดสรรให้นักเรียนทั่วทุกภาคของประเทศได้มีโอกาสไปศึกษาต่อปริญญาตรี รวม 25 ทุน แบ่งเป็น 2 กลุ่มสาขาวิชา กลุ่มที่ 1 ได้แก่ สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ และสาขานาโนเทคโนโลยี รวม 13 ทุน กลุ่มที่ 2 ได้แก่ สาขาวิชากฎหมาย พาณิชยศาสตร์ บัญชี บริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปะ การออกแบบ หรือสังคมศาสตร์ หรือพฤติกรรมศาสตร์ (ยกเว้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) จำนวน 12 ทุนในประเทศที่ได้กำหนด

• ทุนของหน่วยราชการต่างๆ เช่นเดียวกับทุนที่หน่วยราชการพิจารณาให้แก่นักศึกษาปริญาตรีที่ศึกษาภายในประเทศ

ทุนจากต่างประเทศ เป็นทุนขององค์กรต่างชาติที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาทั่วโลก รวมทั้งนักศึกษาไทย ได้ไปศึกษายังประเทศที่กำหนดหรือประเทศเจ้าของทุน ประกอบด้วย

• ทุน IAESTE ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่จัดตั้งขึ้นครั้งแรกที่ Imperial College กรุงลอนดอน ทำหน้าที่จัดสรรทุนฝึกงานด้านเทคนิค เช่น สายงานวิศวกรรม สายงานวิทยาศาสตร์ ให้แก่นักศึกษาของประเทศสมาชิกที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อไปฝึกงานในต่างประเทศ

• ทุน United Nation (UN) เป็นทุนเรียนต่อด้านสันติภาพ ที่คอสตาริกา และฟิลิปปินส์ ทุนนี้ก็เป็นทุนให้เปล่าเพื่อสร้างเครือข่ายผู้นำสันติภาพในระดับโลก

ทุนเพื่อการศึกษา

ทุนในทวีปยุโรป ได้แก่

• ทุน Erasmus Mundus หรือโครงการทุนของสหภาพยุโรป เป็นโปรแกรมให้ทุนที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก ทั้งในแง่ของขนาดและเงินทุน โดยเป็นการให้ทุนเพื่อการศึกษา วิจัย อบรมต่างๆ แก่นักศึกษาทั่วโลกที่ต้องการไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในหลักสูตรเดียวกันได้ 2-3 ประเทศ โดยใช้ชีวิต และเรียนประเทศละ 1-2 เทอม ทุนนี้สนับสนุนเงินเดือน ที่พัก เมื่อเรียนจบสามารถกลับมาทำงานที่ประเทศบ้านเกิด หรือจะทำงานในยุโรปก็ได้

• ทุน Chevening – อังกฤษ ผู้ที่ขอทุนต้องมีประวัติการศึกษาดีเด่นและสามารถแสดงศักยภาพความเป็นผู้นำได้ โดยจะได้รับทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทในมหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษเป็นเวลา 1 ปี พร้อมเงินทุนสนับสนุน

• ทุน Gates Cambridge Scholarship – อังกฤษ เป็นทุนระดับปริญญาโท โดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มักจะเปิดรับสมัครช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค.ของทุกปี

• ทุน Westminster University – อังกฤษ เป็นทุนระดับปริญญาตรี และปริญญาโท เปิดให้สมัครตั้งแต่ ม.ค.-พ.ค. ของแต่ละปี

• ทุน Franco-Thai – ฝรั่งเศส เป็นทุนสำหรับปริญญาโท และเอก มีทั้งแบบทุนเต็มจำนวน หรือกึ่งหนี่ง ช่วงเวลาที่เรียนต่อในฝรั่งเศส ผู้เรียนจะได้รับการดูแลและมีสวัสดิการสังคมให้เต็มที่

• ทุน DAAD – เยอรมนี เป็นทุนระดับปริญญาโท และปริญญาเอก รวมถึงทุนเพื่อการทำวิจัยทั้งในระยะสั้น 1-3 เดือน และระยะยาว 1-3 ปี

ทุนในทวีปอเมริกา ได้แก่

• ทุนฟูลไบรท์ Fulbright Scholarship – สหรัฐฯ เป็นทุนด้านภาษา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และวิทยาศาสตร์ สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อทั้งหมด แต่มีเงื่อนไขว่าเมื่อเรียนจบแล้วห้ามทำงานต่อที่สหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 2 ปี หลังจาก 2 ปี สามารถกลับมาทำงานในสหรัฐฯ ได้

• ทุนรัฐบาลเม็กซิโก ทุนนี้ครอบคลุมเงินรายเดือน ไปจนถึงค่ารักษาพยาบาล หากเรียนสายวิทย์ มีโอกาสที่บริษัทในประเทศเม็กซิโกจะดึงตัวไปทำงานต่ออีกด้วย

ทุนในทวีปแอฟริกา ได้แก่

• ทุนรัฐบาลโมร็อกโก เปิดให้สมัครเรียนได้โดยไม่จำกัดสาขา เป็นทุนให้เปล่าที่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ แต่นักศึกษาอาจจะต้องมีความรู้ หรือสามารถพูดภาษาฝรั่งเศส หรืออาหรับได้ และยังต้องมีเงินติดตัวเพิ่มเติมบางส่วน

ทุนในทวีปออสเตรเลีย ได้แก่

• ทุน Australia Awards – ออสเตรเลีย เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อเข้ารับการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือบัณฑิตศึกษา จากมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียที่เข้าร่วมโครงการ

ทุนเพื่อการศึกษา

ทุนในทวีปเอเชีย ได้แก่

• ทุน ICCR หรือทุนรัฐบาลอินเดีย เป็นทุนระดับปริญญาตรี โท เอก หรือทำวิจัย ในทุกสาขาวิชา ยกเว้นสาขาแพทย์ นอกจากนี้ ยังมีเงินเดือนให้ทุกเดือน มีค่าเครื่องบิน มีทริปให้ไปท่องเที่ยวทั่วอินเดียทุกเทอม สนับสนุนค่าเทอม รวมทั้งค่ารักษาพยาบาลในกรณีเจ็บป่วย เรียนจบกลับไทยได้ทันที ที่สำคัญวุฒิที่ได้นั้นสามารถนำไปใช้ได้ทั่วโลก

• ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น Monbukagakusho หรือ MEXT เป็นทุนจากกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่น ในหลักสูตรวิชาชีพครู เพื่อเปิดโอกาสให้ครูไทย ได้มีโอกาสไปเพิ่มเติมความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ใหม่ในญี่ปุ่นสนับสนุนทั้งค่าเล่าเรียน ตั๋วเครื่องบิน พร้อมเงินกว่าเดือนละ 50,000 บาท ที่สำคัญไม่ต้องคืนเงิน ไม่ต้องใช้ทุน

• ทุน APU โดย Ritsumeikan Asia Pacific University – ญี่ปุ่น เป็นทุนระดับปริญญาตรี ซึ่งจะเปิดรับสมัครเรื่อยๆ ตลอดทั้งปีโดย มหาวิทยาลัยเอพียูมอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาต่างชาติที่มีผลการเรียนดีหรือมีความสามารถพิเศษต่างๆ ทุนที่ให้เป็นทุนลดค่าเล่าเรียน แบ่งออกเป็นประเภทได้แก่ 30%, 50%, 65%, 80% หรือ 100% ตลอด 4 ปี จนจบการศึกษา

• ทุนรัฐบาลจีน (China Scholarship Council) สนับสนุนค่าใช้จ่าย ทั้งการเดินทางในและนอกประเทศ ค่าอุปกรณ์เครื่องใช้ ที่พัก สวัสดิการ และมีเงินเดือนให้ ทั้งนี้นอกจากจะเรียนด้วยภาษาจีนแล้วบางหลักสูตรอาจมีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษด้วย

• ทุนไต้หวัน เป็นทุนสำหรับปริญญาโท ผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับเงินเดือน เดือนละประมาณ 30,000 บาท จนจบหลักสูตร รวมทั้งค่าเครื่องบิน ที่พัก ค่าหนังสือ และยังมีหลักสูตรปรับพื้นฐานภาษาจีนให้เรียนเพิ่มเติมด้วย

• ทุนมาเลเซีย เป็นทุนระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก ใช้ภาษาอังกฤษสำหรับการเรียนการสอน แต่มีข้อแม้ว่าหลังเรียนจบห้ามทำงานในมาเลเซีย

• ทุนรัฐบาลตุรกี เป็นทุนระดับปริญญาตรี โท และเอก สนับสนุนค่าเล่าเรียน และค่าที่พัก

• ทุน SINGA – สิงคโปร์ เป็นทุนสำหรับสายวิทย์ วิศวะ เทคโนโลยี เรียนฟรี มี ผู้ที่ได้รับคัดเลือกจะได้เรียนต่อที่ NUS หรือ NTU มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศสิงคโปร์

• ทุนรัฐบาลเกาหลีใต้ เป็นทุนเรียนภาษา และทุนปริญญาแบบ 1+2 ปี โดยไม่ต้องใช้ทุนแต่อย่างใด

• ทุน Ewha Global Partnership Program (EGPP) โดยมหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา – เกาหลีใต้ เป็นทุนเรียนต่อปริญญาตรี โท และเอก รับสมัครปีละ 2 รอบ คือช่วง ก.พ. และ ก.ย.

• ทุนรัฐบาลคูเวต เป็นทุนระดับปริญญาตรี ในสาขาสังคมศาสตร์ อักษรศาสตร์ ครุศาสตร์ และนิติศาสตร์อิสลาม/อิสลามศึกษา โดยจะเปิดรับสมัครในช่วง มิ.ย. โดยสมัครผ่านสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

Credit : https://mgronline.com/

หากมีคำถามเพิ่มเติม ติดต่อพี่ TONY มาได้เลย
👇👇👇
📞 +66(0)93-236-4553
Line ID: tony_education
FB/IG: tonyeducation

✅ Study Abroad
✅ Study in Thailand
✅ Teaching in Thailand

ระบบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาของนิวซีแลนด์เป็นอย่างไร?

ระบบการศึกษา นิวซีแลนด์

NCEA คืออะไร? และใช้แทนวุฒิม.ปลายในประเทศได้หรือไม่?

ประเทศนิวซีแลนด์กำหนดในเรื่องของการศึกษาภาคบังคับ โดยยึดอายุเป็นเกณฑ์การเลื่อนชั้นเป็นไปตามอายุ โดยทุกคนจะต้องเรียนตั้งแต่อายุ 6 ปี ถึงอายุ 16 ปี การเรียกชื่อระดับชั้นต่างๆ แตกต่างกับที่ใช้กันโดยทั่วไปในประเทศอื่นๆ บ้าง

โรงเรียนมัธยมของนิวซีแลนด์เปิดสอนตั้งแต่ชั้นปีที่ 9-13 หรือ Years 9-13 (อายุ 13-19 ปี) นิวซีแลนด์มีโรงเรียนมัธยมทั้งหมดกว่า 400 แห่ง (บางครั้งจะเรียกว่า high schools, grammar schools หรือ colleges) ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนของรัฐ และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล และส่วนมากเป็นโรงเรียนสหศึกษา มีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นโรงเรียนชายล้วน หรือหญิงล้วน และมีโรงเรียนเอกชนไม่กี่แห่ง โรงเรียนแต่ละแห่งสามารถจัดหลักสูตรการเรียนการสอนเอง แต่ต้องได้รับการรับรองคุณภาพจาก New Zealand Qualification Authority (NZQA) หลักสูตรและมาตรฐานการศึกษาจึงคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติในการเข้ารับการศึกษา หลักสูตรการเรียนการสอน มาตรฐานของการศึกษา ตลอดจนสาขาวิชาการต่างๆ และมีจุดประสงค์เดียวกันคือ เตรียมความพร้อมให้นักเรียนเพื่อสอบให้ได้ประกาศนียบัตรระดับมัธยมศึกษาตามที่รัฐบาลกำหนด ทั้งนี้ระบบการเรียนของที่นี่ยังสอดคล้องและสามารถปรับใช้กับระบบการเรียนในระดับมัธยมในประเทศอื่นๆ อีกด้วย

National Certificate of Educational Achievement

The National Certificate of Educational Achievement Program หรือ NCEA คือหลักสูตรประกาศนียบัตรที่รับรองคุณวุฒิสำหรับนักเรียนมัธยมในชั้นปีที่ 11-13 (year 11-13) ของประเทศนิวซีแลนด์ หรืออาจจะเรียกง่ายๆ ว่าเป็นวุฒิ ม.ปลายของนิวซีแลนด์ก็ได้ โดยเข้ามาแทนที่การรับรองคุณวุฒิแบบเก่าทั้ง School Certificate (Year 11), Sixth Form Certificate (Year 12), และ Bursary and Higher School (Year 13) ซึ่ง NCEA จะมีทั้งหมด 3 ระดับ ได้แก่ Level 1, Level 2, และ Level 3 โดยทั้งหมดจะอยู่ในความดูแลของ NZQA (New Zealand Qualifications) และมีรายวิชาให้เลือกเรียนกว่า 40 รายวิชา NCEA ทำให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงการศึกษาในระดับมัธยมศึกษากับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เนื่องจากการรับรองคุณวุฒิในทุกระดับนั้นได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ทั่วประเทศนิวซีแลนด์ หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงหลักสูตรนานาชาติของประเทศไทย

ระบบการศึกษา นิวซีแลนด์

การเรียนให้จบ NCEA ยากหรือไม่ เกณฑ์สอบผ่านเป็นอย่างไรบ้าง

หลักสูตรประกาศนียบัตร NCEA หรือเรียกง่ายๆ ว่าวุฒิ NCEA นั้น จะต้องผ่านการสอบรายวิชาต่างๆ ในจำนวนหน่วยกิตที่กำหนด (นักเรียนเลือกรายวิชาได้เอง) แต่ละหน่วยกิตที่ทำการสอบจะมีเกรดกำกับอยู่ด้วยว่า หน่วยกิตนี้ของรายวิชานี้ได้เกรดเท่าไหร่ ซึ่งการสอบนั้นอาจจะมี 2 แบบ คือการสอบจากในโรงเรียน และการสอบในช่วงปลายปีด้วยข้อสอบกลางของภาครัฐ จัดสอบและตรวจข้อสอบโดย NZQA (New Zealand Qualifications Authority) โดยแต่ละ Level มีการกำหนดจำนวนเครดิตที่ถือว่าผ่าน ไว้ดังนี้

  • NCEA Level 1 – นักเรียนต้องได้อย่างน้อย 80 หน่วยกิต ใน Level 1, 2, หรือ 3 **ต้องมี Literacy 10 เครดิต และ Numeracy 10 เครดิต
  • NCEA Level 2 – นักเรียนต้องได้ 80 หน่วยกิต โดยเป็น Level 2 หรือ 3 อย่างน้อย 60 หน่วยกิต และ Level 1 อีก 20 หน่วยกิต หรือได้ 80 หน่วยกิตใน Level 2 หรือ 3
  • NCEA Level 3 – นักเรียนต้องได้ 80 หน่วยกิต โดยเป็น Level 3 อย่างน้อย 60 หน่วยกิต และอีก 20 หน่วยกิต ใน Level 2 เป็นอย่างน้อย หรือได้ 80 หน่วยกิตใน Level 3

ในแต่ละ Certificate

ถ้าได้ Merit ตั้งแต่ 50 เครดิตขึ้นไปจะมีระบุใน Certificate ว่า with Merit

ถ้าได้ Excellent ตั้งแต่ 50 เครดิตขึ้นไปจะมีระบุใน Certificate ว่า with Excellent

ระบบการศึกษา นิวซีแลนด์

แต่ละเครดิตที่สอบ สามารถจำแนกเกรดที่นักเรียนมีสิทธิ์จะได้ออกเป็น 5 แบบดังนี้

N = ไม่ผ่าน (Not Achieved)

A = ผ่าน (Achieved)

M = ผ่านด้วยคะแนนดี (Merit)

E = ผ่านด้วยคะแนนดีเยี่ยม (Excellence)

ระบบการสอบของวุฒินี้ถือว่าโหดหินอยู่พอสมควร เนื่องจากข้อสอบเป็นแบบเขียนตอบหรือไม่ก็เติมคำ หากคะแนนไม่เป็นไปตามที่กำหนดก็สามารถได้ผลเป็น “สอบตก” “ซ้ำชั้น” “ไม่ได้รับประกาศนียบัตร” ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องขยัน เข้าเรียนสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้พลาดนั่นเอง และมีการจัดสอบเพียงแค่ปีละครั้งเท่านั้น

ประกาศนียบัตร NCEA ใช้แทนวุฒิม.ปลายในประเทศไทยได้หรือไม่?

สำหรับน้องๆ ที่เรียนจนจบและได้ประกาศนียบัตรจากนิวซีแลนด์มาแล้ว หรือใครที่กำลังวางแผนจะเรียนด้วยหลักสูตรนั้น เราสามารถใช้สมัครเรียนมหาวิทยาลัยของประเทศไทยในหลักสูตรนานาชาติได้ โดยทางกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดเกณฑ์การเทียบวุฒิสำหรับประกาศนียบัตร NCEA ไว้ดังนี้

ระบบการศึกษา นิวซีแลนด์
ภาพจาก – http://bet.obec.go.th/index/?page_id=2919

การรับรองคุณวุฒิ NCEA ถูกเรียกว่า “ประกาศนียบัตรแห่งชาติ” (The national Certificate) เพราะยึดมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศโดยการควบคุมดูแลของหน่วยงานรับรองคุณวุฒิของนิวซีแลนด์ หรือ New Zealand Qualifications Authority (NZQA) สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nzqa.govt.nz หรือติดต่อพี่ๆ TONY เพื่อขอรับคำปรึกษาเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

Ref: http://bet.obec.go.th/, http://www.nzqa.govt.nz/, https://www.facebook.com/nzstudyth/

นิวซีแลนด์ ขึ้นแท่นผู้นำทางด้านการศึกษาโลก แซงหน้า ฟินแลนด์-แคนาดา-ญี่ปุ่น

นิวซีแลนด์ ผู้นำทางด้านการศึกษาโลก

ผลสำรวจล่าสุดของดิอีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิตหรือ “อีไอยู” (The Economist Intelligence Unit : EIU) ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ของนิตยสารวิเคราะห์ข่าวชื่อดังระดับโลกอย่าง “ดิ อีโคโนมิสต์” (THE ECONOMIST) ได้ทำการเปิดเผยผลรางวัล Yidan ซึ่งเป็นรางวัลระดับสากลสำหรับประเทศที่มีนวัตกรรมด้านการวิจัยทางการศึกษาและการพัฒนาด้านการศึกษาดีที่สุด ประเทศไหนจะได้อันดับ 1 ไปครอง ตามมาดูกันเลย

นิวซีแลนด์ ขึ้นแท่นผู้นำทางด้านการศึกษาโลก!

ซึ่งในปีนี้ ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นประเทศที่มีนวัตกรรมด้านการวิจัยทางการศึกษาและการพัฒนาด้านการศึกษาดีที่สุดในโลก โดยประเมินจากระบบการศึกษาใน 35 ประเทศทั่วโลก จาก 16 ตัวชี้วัด ที่ครอบคลุมด้านนโยบายด้านการศึกษา ระบบการเรียนการสอน สิ่งแวดล้อม และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงทำให้ประเทศนิวซีแลนด์ได้อันดับที่ 1 ไปครองด้วยคะแนน 88.9 คะแนน

ตามมาด้วยอันดับ 2 ประเทศแคนาดา ได้ 86.7 คะแนน อันดับ 3 ประเทศฟินแลนด์ ได้ 85.5 คะแนน รองลงมาก็คือ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศสิงคโปร์ ในขณะที่ สหราชอาณาจักร อยู่ในอันดับ 6 ประเทศญี่ปุ่น อันดับ 7 ประเทศออสเตรเลีย อันดับ 8 และประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่ในอันดับ 12 เป็นต้น

นิวซีแลนด์ ผู้นำทางด้านการศึกษาโลก

ทั้งนี้ ผลการสำรวจยังระบุอีกด้วยว่า ที่ประเทศนิวซีแลนด์ได้รับคะแนนสูงสุดในการเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเรียนการสอนมากที่สุด มาจาก 2 เหตุผลด้วยกัน ได้แก่

1. สามารถให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะในอนาคต ด้านความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ในวงกว้าง ถึงแม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กและห่างไกล แต่สามารถแข่งขันได้เทียบเท่ากับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

2. รัฐบาลมีแนวทางจัดการระบบการศึกษา โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การจัดอันดับของ Yidan นี้พิจารณาจาก 16 ตัวชี้วัดด้านนโยบายทางการศึกษา สิ่งแวดล้อม สภาพทางเศรษฐกิจ และสังคม ครอบคลุมการศึกษาในช่วงอายุ 15 ถึง 24 ปี ทั้งในเรื่องการศึกษาของครู ค่าเทอม การแนะแนวด้านอาชีพในโรงเรียน ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมด้วย นอกจากนี้ยังมีทิศทางการตัดสินใจของนักเรียน รวมถึงทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลากร การแก้ปัญหา ความสามารถด้านการใช้ความคิด ผสานกับเทคโนโลยีดิจิตอลด้วย

ทั้งนี้ นายจอห์น แลกซัน ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกกลาง หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ กล่าวว่า ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ของนิตยสาร “ดิ อีโคโนมิสต์” ได้ระบุว่า การเตรียมความพร้อมในการวางพื้นฐานให้กับนักเรียนพร้อมก้าวสู่การใช้ชีวิต ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และเศรษฐกิจโลกในอนาคต สืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลนั้น ได้นำมาซึ่งความท้าทายที่เยาวชนจะต้องช่วงชิงโอกาสเพื่อให้ตนเองได้ประสบความสำเร็จในอนาคต ซึ่งความรู้ในวิชาเดิมๆ ไม่เพียงพอแล้ว สำหรับนักเรียนในยุคปัจจุบัน เพราะนอกจากนักเรียนในยุคปัจจุบันจะต้องเป็นคนที่เก่งแล้วนั้น ยังจะต้องมีทักษะในการแก้ไขปัญหา การแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย และสอดคล้องกับโลกแห่งความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ระบบการศึกษาทั่วโลกจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างเร่งด่วน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านทักษะในอนาคตได้ นอกจากนี้ก็เพื่อการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีอาชีพที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นในศตวรรษที่ 21

นิวซีแลนด์ ผู้นำทางด้านการศึกษาโลก

“แล้วเราจะเตรียมตัวอย่างไร ให้ประสบความสำเร็จในอาชีพ”

ซึ่งถือได้ว่า เป็นคำถามที่ท้าทายของระบบการศึกษาในประเทศนิวซีแลนด์มาโดยตลอด และจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีนี้ ทำให้เราจะต้องเตรียมความพร้อมด้วยการพัฒนาทักษะในการแก้ไขปัญหาให้กับนักเรียน ทั้งในด้านการแสดงความคิดที่หลากหลาย และการคาดการณ์สถานการณ์ต่างๆ ของสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ให้สอดคล้องกับต้องการที่เปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

โดยวางเป้าหมายสำหรับโครงสร้างหลักสูตรเพื่อทักษะในอนาคต การร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับอุตสาหกรรม มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความยืดหยุ่นของมาตรการต่างๆ รวมถึงการมุ่งเน้นฝึกทักษะด้านความคิดที่จะช่วยให้นักเรียนนักศึกษามีความสามารถ และทักษะที่พร้อมสำหรับตลาดอุตสาหกรรมในอนาคต ภายใต้แนวคิด Think new: New Zealand ซึ่งเป็นรากฐานที่การศึกษานิวซีแลนด์ได้สร้างระบบการศึกษาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมาอย่างยาวนาน ทำให้นิวซีแลนด์ถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุด และเป็นเหตุผลที่มีนักเรียนต่างชาติกว่า 180 ประเทศ เลือกที่จะเดินมาศึกษาต่อในประเทศนิวซีแลนด์เพิ่มมากขึ้นในทุกปี

ส่วนทางด้าน น.ส.ช่อทิพย์ ประมูลผล ผู้จัดการตลาดประจำประเทศไทย หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ กล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศนิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายในอันดับต้นๆ ทางการศึกษา ที่นักเรียนไทยจำนวนมากที่จะเลือกไปศึกษาต่อที่นี้ จากเคยที่ไปศึกษาที่ ประเทศสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร

นิวซีแลนด์ ผู้นำทางด้านการศึกษาโลก

ในปัจจุบันมีนักเรียนไทยมากกว่า 3,000 คน ได้เลือกที่จะเดินทางไปศึกษาต่อที่นิวซีแลนด์ เพื่อเป็นการเสริมสร้างโอกาสการทำงานในระดับสากลผ่านระบบการศึกษามาตรฐานระดับโลก และยังเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ในการใช้ชีวิตอีกด้วย พร้อมทั้งยังเป็นการพัฒนาทักษะทางธุรกิจในช่วงที่อาศัยอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ได้ด้วย

สำหรับ คนไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์ มีตั้งแต่ในระดับโรงเรียนไปจนถึงระดับปริญญาเอก นอกจากนักเรียนไทยจะได้พัฒนาทักษะด้านการศึกษาที่สำคัญแล้ว ระบบการศึกษาของนิวซีแลนด์ ยังช่วยสนับสนุนให้นักเรียนมีการพัฒนาเป็นบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ สามารถคิดนอกกรอบ มีความคิดวิเคราะห์ กล้าคิด กล้าแสดงออก พัฒนาทักษะในการดำเนินชีวิตและการทำงาน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

นอกจากการศึกษาดีที่สุดในโลกแล้ว นิวซีแลนด์คือหนึ่งในประเทศที่สวยและน่าอยู่ที่สุดในโลกอีกด้วย นิวซีแลนด์มีความสวยงามทางธรรมชาติและทัศนียภาพที่สุดยอดเป็นอันดับต้นๆของโลก มีความสมบูรณ์ของภูเขา ป่าไม้ แม่น้ำ ทะเลสาบและทะเล อากาศที่ดีและบริสุทธิ์ ผู้คนไม่หนาแน่น เป็นประเทศที่มีจำนวนแกะเยอะกว่าคน มีอาหารอร่อย นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมผาดโผนอย่างการปีนเขา เล่นสกี บันจี้จัมพ์ สกายไดร์ฟวิ่ง หรือสปีดโบ๊ตที่เป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาจากทั่วโลก หากน้องๆได้มีโอกาสเดินทางมาเที่ยวหรือมาเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ จะหลงรักความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย เสน่ห์ของผู้คนและทุกอย่างที่เป็นธรรมชาติของที่นี่มากๆแน่นอน ขอรับรองความชิลล์และความสวยงามเลยสำหรับประเทศนี้ “ประเทศอัญมณีแห่งซีกโลกใต้” … อยากไปเรียนต่อนิวซีแลนด์กันแล้วใช่มั้ย? ติดต่อพี่ TONY มาเลย

Ref : https://www.ryt9.com/

มารยาทและวัฒนธรรมที่ควรรู้ไว้ก่อนไปเรียนต่อที่อังกฤษ

มารยาท วัฒนธรรม ประเทศอังกฤษ Typically British Traditions

แต่ละประเทศมีประเพณีและขนบธรรมเนียมของตนเอง ทำให้มีความเป็นเอกลักษณ์และมีความแตกต่างหลากหลายกันออกไป อังกฤษก็เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน และประเพณีโบราณที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้  นักเรียนที่ตั้งใจจะไปเรียนต่อที่อังกฤษควรศึกษาประเพณีและขนมธรรมเนียมของคนอังกฤษก่อนที่จะเดินทาง เพื่อช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมและคนในท้องถิ่นได้ดีขึ้น พี่ TONY รวบรวมมารยาทและธรรมเนียมของคนอังกฤษที่ควรรู้มาให้น้องๆแล้ว

มารยาท วัฒนธรรม ประเทศอังกฤษ Typically British Traditions

ซันเดย์ โรสต์ (Sunday Roast)

คือ ประเพณีการกินอาหารของชาวอังกฤษแลชาวไอริชทุกวันอาทิตย์ มักจะเป็นช่วงกลางวัน อาหารซันเดย์ โรสต์ ประกอบด้วยเนื้ออบเป็นหลักควบคู่ไปกับเครื่องเคียงนานาชนิด ในประเทศอังกฤษอาจจะมีคำเรียกซันเดย์ โรสต์แตกต่างกันไป บางแห่งก็เรียกซันเดย์ ดินเนอร์ (Sunday Dinner), ซันเดย์ ลันช์ และซันเดย์ จอยท์ แต่ทั้งหมดนี้ก็หมายถึงการมาร่วมกินอาหารกันในช่วงวันอาทิตย์นั่นเอง การอบเนื้อซึ่งเป็นเมนูหลักแบบที่ชาวอังกฤษและชาวไอริชมักจะทำกันตามประเพณีนั้น สามารถใช้ได้ทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแกะ เนื้อไก่ หรือแม้กระทั่งเป็ด ห่าน ไก่งวง และเนื้อสัตว์ป่า ส่วนเครื่องเคียงจะเป็นอะไรนั้นมักจะขึ้นอยู่กับประเภทของเนื้อ เช่น ถ้าเป็นเนื้อวัวอบ จะเสิร์ฟคู่กับยอร์กไชร์ พุดดิ้งและเครื่องปรุงอย่างซอสฮอสเรดิช หรืออิงลิชมัสตาร์ด ส่วนเนื้อหมูอบ เสิร์ฟคู่กับหนังหมูย่างกรอบ ใบเชจและหัวหอม มีซอสแอปเปิลและอิงลิชมัสตาร์ดเป็นเครื่องปรุง สำหรับเนื้อแกะอบจะเสิร์ฟคู่กับใบเซจและหัวหอม มีเครื่องปรุงเป็นซอสมิ้นท์ แต่ไม่ว่าจะเป็นเนื้ออะไรก็ตามสำหรับเครื่องเคียงของซันเดย์ โรสต์ที่ขาดไม่ได้คือ ผักต้มและผักอบนานาชนิดตามฤดูกาล อาทิ มันฝรั่งอบซึ่งจะอบด้วยน้ำมันที่ได้จากการอบเนื้อ เช่นเดียวกับน้ำเกรวี่ซึ่งได้จากน้ำของเนื้อ ตามปกติผักต้มจะเป็นเครื่องเคียงอาหารหลักของชาวอังกฤษเกือบทุกชนิด แต่เมื่ออังกฤษได้รับอิทธิพลจากอาหารต่างชาติ ทำให้ผักที่ใช้เสิร์ฟคู่กับอาหารหลักนั้นเริ่มหายหน้าหายตาไปจากอาหารจานหลักไป

มารยาท วัฒนธรรม ประเทศอังกฤษ Typically British Traditions

อาหารเช้าแบบคนอังกฤษ (English Breakfast)

อาหารเช้าแบบ English Breakfast หรืออีกชื่อคือ Fry-up Breakfast เรื่องความอิ่มท้องและความอลังการไม่น้อยหน้าแถบอเมริกา โดยจะมีเบคอน ไข่ ไส้กรอกเนื้อหรือไส้กรอกเลือด (Black Pudding) เป็นโปรตีน เสิร์ฟพร้อมขนมปังหรือมันฝรั่งทอดเป็นคาร์บเพื่อให้พลังงาน กินคู่กับมะเขือเทศย่าง เห็ดย่าง และพิเศษตรงมี baked bean ซึ่งเป็นถั่วในซอสมะเขือเทศราดมาในจานด้วย ส่วนใหญ่ชาวอังกฤษจะนิยมกินอาหารเช้ากับชาและกาแฟ ถือเป็นมื้ออาหารมื้อใหญ่ต้อนรับวันใหม่ที่ให้สารอาหารครบถ้วนพร้อมทำงานตลอดวัน เห็นมั้ยคะว่าอาหารเช้าคนอังกฤษจัดเต็มมากๆ บางอย่างเช่นขนมปังทาเนย ไข่ เราก็อาจจะเห็นได้ในอาหารเช้าแบบชาวตะวันตกทั่วไป แต่สิ่งที่พิเศษที่เมื่ออยู่บนจานแล้วจะรู้เลยว่านี่เป็นอาหารเช้าแบบชาวอังกฤษก็คือ Baked Beans และ Black Puddings ที่ถือว่าเป็น Traditional Food ของชาวอังกฤษที่มีไม่เหมือนประเทศอื่น ใครไปทานร้านอาหารแล้วสั่ง English Breakfast ยังไงก็ต้องมี 2 สิ่งนี้

น้อง ๆ ที่จะไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษไม่ต้องกลัวว่าเราจะทานอาหารเช้าไม่อิ่ม อิ่มเหมือนอยู่ที่เมืองไทยเลย แต่อาจจะต้องฝึกทาน Baked Beans ไปสักนิด มันมีเสิร์ฟในร้านอาหารทั่วๆไปในไทยที่ขายอาหารเช้าแบบชาวอังกฤษ แต่ Black Puddings อาจจะหาทานได้ยากหน่อยในเมืองไทย แต่ไปอังกฤษยังไงได้ทานแน่ๆ ด้านรสชาติคงไม่ได้จัดจ้านแบบอาหารไทย แต่เป็นแนวจืดๆตามสไตล์อาหารฝรั่ง และแม้ชื่อจะฟังดูไม่น่ากินซักนิด แต่มีผลวิจัยมาแล้วว่าเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย ทั้งธาตุเหล็กจากเลือดหมู โปรตีนจากเนื้อ และคาร์โบไฮเดรตชั้นดีจากข้าวโอ๊ต เรียกได้ว่า Full English Breakfast เป็นอาหารเช้าที่รวมสารอาหารไว้อย่างครบถ้วนและเป็นอาหารจานร้อนที่เราคุ้นเคย สามารถทำให้เราอิ่มไปได้นานด้วย

มารยาท วัฒนธรรม ประเทศอังกฤษ Typically British Traditions

วัฒนธรรมการดื่มชา

ถ้าพูดถึงประเทศอังกฤษ ประเทศที่ดูผู้ดี๊ผู้ดีก็จะต้องนึกถึงการดื่มชาอย่างแน่นอน ที่จริงแล้วชาเนี่ยเป็นเครื่องดื่มที่มีคนดื่มมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากน้ำเปล่าเลยนะ เพราะนอกเหนือจากประเทศอังกฤษแล้วยังมีประเทศอื่นๆที่นิยมดื่มชากันอีก เช่น ประเทศจีน หรือญี่ปุ่นที่มีพิธีชงชาที่งดงาม หรืออย่างคนไทยเองก็นิยมดื่มเหมือนกัน ไม่ว่าจะชาเขียว ชาไทย หรือแม้แต่ชานมไข่มุกก็ตาม คนอังกฤษชื่นชอบการดื่มชาเป็นอย่างมากเรียกได้ว่าดื่มได้เกือบทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะตอนตื่นนอน หลังทานอาหาร เช้า กลางวัน เย็น หลังอาบน้ำ เวลาว่างและก่อนนอน ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่าคนอังกฤษจะมีเวลาที่เรียกว่า เวลาน้ำชา หรือที่เรียกว่า Afternoon Tea ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำหรับการจิบชายามบ่ายกับคุกกี้หรือขนมเล็กน้อย เพราะว่าในสมัยก่อนนั้น คนอังกฤษจะนิยมทางอาหารหลักๆ เพียงแค่ 2 มื้อเท่านั้น ก็คือ ช่วงเช้าและช่วงเย็น ทำให้ช่วงเวลาบ่ายๆ จะค่อนข้างหิวเป็นอย่างมาก และนั่นเองก็คือจุดเริ่มต้นการดื่มชาช่วงบ่าย โดยพระนางแอนนา รัสเซลล์ ดัชเชสแห่งเบดฟอร์ด ได้สั่งให้คนนำน้ำชากับคุกกี้ แซนด์วิชชิ้นเล็กๆ มาทานแก้หิว อีกทั้งยังได้เชิญเหล่าขุนนางภายในวังมาร่วมรับประทานและพูดคุยกันด้วย ประเพณีนี้จึงทำสืบต่อกันมาจนกลายเป็นธรรมเนียมของชาวอังกฤษไปในที่สุด ซึ่งชาวอังกฤษนั้นได้รับอิทธิพลการดื่มชามาจากชาวอินเดียเมื่อราวๆ 500 ปีก่อน และในยุคเริ่มแรกนั้น การดื่มชาจะมีในเฉพาะชนชั้นสูงเพียงอย่างเดียวเพราะมีราคาแพงและหลายๆ คนมองเห็นว่าเป็นสิ่งของฟุ่มเฟือย แต่เมื่อราคาถูกลงความนิยมในการดื่มชาก็แพร่หลายมากขึ้น โดยวิธีการชงชาของชาวอังกฤษจะง่ายกว่าชาในแถบเอเชียที่มักจะวิธีการยุ่งยากและหลายขั้นตอนกว่าจะได้ดื่ม อีกทั้งคนอังกฤษนิยมผสมชากับหลายๆอย่าง และนอกจากจะมีช่วงเวลาดื่มชาที่แทบจะมีตลอดทั้งวันแล้ว ชาวอังกฤษก็ยังมียังมีปาร์ตี้น้ำชาอีกด้วย

มารยาท วัฒนธรรม ประเทศอังกฤษ Typically British Traditions

ความตรงต่อเวลา

คนอังกฤษถือว่าการรักษาเวลาเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการให้เกียรติต่อกันที่ถือว่าสำคัญมากๆ พอกับการรักษาคำพูด ดังนั้น ในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับครอบครัวชาวอังกฤษหรือโฮสท์แฟมิลี่จึงจำเป็นที่จะต้องแจ้งให้ทางโฮสท์ทราบล่วงหน้าหากว่าจะกลับช้าหรือถ้าเรากลับไม่ทันเวลาอาหารเย็นหรือจะทานอาหารเย็นนอกบ้านเองก็ต้องแจ้งให้โฮสท์ทราบล่วงหน้าเหมือนกัน เพราะถ้าโฮสท์เตรียมอาหารไว้ให้ และเราไม่กลับมาทานจะถือเป็นเรื่องที่เสียมารยาทอย่างมาก หรือถ้านัดกับเพื่อนคนอังกฤษไว้ก็ต้องไปให้ตรงเวลาห้ามไปสายเหมือนกัน และหากมีการนัดหมายหรือได้รับเชิญไปดินเนอร์เราควรไปให้ถึงตามกำหนดเวลาไม่ควรไปสายเด็ดขาด และในการไปดินเนอร์ที่บ้านเพื่อนคนอังกฤษนั้น โดยมารยาทแล้วเราควรมีของขวัญเล็กๆน้อยๆ อย่างเช่น ไวน์ ช็อกโกแลต หรือดอกไม้ติดมือไปฝากเจ้าของบ้านด้วยและถ้าเป็นงานปาร์ตี้ โดยทั่วไปแล้วแขกจะต้องนำเครื่องดื่ม อย่างเช่นไวน์หรือเบียร์ติดไม้ติดมือไปร่วมงานเพื่อแบ่งปันกันดื่มในหมู่เพื่อนฝูง

การเข้าคิวต่อแถว

คนอังกฤษจะเข้าคิวและรอคิวอย่างสำรวมและอดทน เช่น รอคิวขึ้นรถเมล์ รถไฟ จ่ายเงินที่ร้านค้า การแซงคิวถือเป็นการเสียมารยาทอย่างมาก เป็นเรื่องที่คนที่ต่อคิวอยู่รับไม่ได้ ถือเป็นการไม่ให้เกียรติ และจะต่อว่าได้ ถ้ามีความเร่งรีบอย่างมาก และต้องการขอแซงคิว ก็จะต้องค่อยๆ ร้องขอจากผู้ที่อยู่ข้างหน้าทีละคนไป ดังนั้น เวลาเราจะจ่ายเงินซื้อสินค้า ไม่ว่าจะร้านค้าเล็กหรือใหญ่ อย่าลืมการเข้าคิว เมื่อเลือกหาสินค้าที่จะซื้อได้ให้เดินไปชำระเงินที่แคชเชียร์ โดยมักจะมีป้าย “Cashier”, “Please Pay Here” ชี้ทางไว้ ขอให้ตระหนักไว้เสมอว่า การจ่ายเงินจะต้องเข้าคิว เพราะในประเทศอังกฤษ ผู้คนจะถือว่าเป็นการไร้มารยาทเป็นอย่างมากหากมีใครสักคนลัดหรือแซงคิว หากเราไม่แน่ใจว่าคนข้างหน้าหรือข้างหลังเรากำลังเข้าคิวอยู่หรือไม่ (ซึ่งอาจเป็นเพราะบางร้านไม่ได้จัดที่ยืนไว้ให้แน่นอน) เราก็ควรถามผู้ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ที่จ่ายเงินว่า “Excuse me, are you in the queue?” หรือ “Is this a queue?”

มารยาท วัฒนธรรม ประเทศอังกฤษ Typically British Traditions

มารยาทบนโต๊ะอาหาร

ควรทานอาหารด้วยกิริยาสำรวม ไม่มูมมาม พูดคุยที่โต๊ะอาหารได้ คนอังกฤษใช้ส้อมและมีดในการรับประทานอาหาร แทนการใช้ช้อนและส้อมแบบคนไทย คนอังกฤษใช้ช้อนสำหรับตักซุป ในลักษณะตักออกจากตัว ถือส้อมในมือซ้าย ถือมีดในมือขวา (ถ้าถนัดมือซ้ายสามารถกลับข้างได้) ใช้ส้อมจิ้มชิ้นอาหารที่ต้องการตัดและใช้มีดที่ถืออยู่ใช้นิ้วชี้อยู่ข้างบนสันมีดตอนติดด้ามจับ และหั่นอาหารแบบสไลด์เป็นชิ้นเล็กออกไป ใช้ส้อมจิ้มอาหารใส่ปากโดยคว่ำส้อม (การหงายส้อมจิ้มอาหารเข้าปากถือเป็นกิริยาที่ไม่สุภาพ) ห้ามใช้มีดจิ้มอาหารใส่ปากเป็นอันขาด ถือว่าไม่มีมารยาท จำเป็นหลักไว้เบื้องต้นว่า บนโต๊ะอาหาร จานวางขนมปังสำหรับเราจะอยู่ด้านซ้ายบน หากมีมีดส้อมเรียงกันอยู่มาก ให้หยิบใช้จากนอกเข้าหาใน (จากจานแรกไปจนจานสุดท้ายที่เสิร์ฟ) ช้อนส้อมมีดเล็กๆที่วางเหนือจานด้านบนใช้สำหรับทานของหวาน อย่าเท้าศอกบนโต๊ะอาหาร และเมื่อกินเสร็จแล้วให้วางมีดและส้อมไว้ทางด้านขวาของจาน แต่ถ้ายังไม่อิ่มให้วางส้อมและมีดไขว้ไว้บนจานโดยให้ส้อมอยู่เหนือมีด และถ้าเราได้รับเชิญไปทานอาหารค่ำที่บ้านเพื่อนอังกฤษ เมื่อไปถึงแล้วห้ามนั่งลงบนโต๊ะอาหารทันที ต้องรอให้เจ้าบ้านเชิญให้นั่งในตำแหน่งที่เหมาะสมก่อน แต่ในกรณีที่ได้รับเชิญไปที่ร้านอาหาร ผู้เชิญมักเป็นฝ่ายจ่ายเงิน และมื้ออาหารจะเสิร์ฟเป็นคอร์ส โดยเริ่มจากชุดแรก ตามด้วยอาหารจานหลัก และตบท้ายด้วยของหวาน แรกๆไปเราอาจจะยังไม่ค่อยชิน เราจึงควรสังเกตคนรอบข้างและทำตามก่อน พออยู่ไปสักพักเราก็จะปรับตัวได้

มารยาทในการพูดคุยในที่สาธารณะ

คนอังกฤษจะเป็นแนวแบบ Keep looking ก็ว่าได้ เพราะจะไม่ค่อยทำพฤติกรรมหลุดๆในที่สาธารณะเหมือนอย่างพวกเราคนไทยสักเท่าไหร่ อย่างเช่นบนรถประจำทาง หรือรถไฟใต้ดินคนอังกฤษจะไม่มีการพูดคุยกับผู้โดยสารคนอื่นๆ หรือขณะที่อยู่ในโรงภาพยนตร์หรือโรงละครใหญ่ๆ คนอังกฤษก็จะทำตัวเงียบๆระหว่างการรับชมการแสดงแบบตั้งใจมากๆ เพราะถือเป็นมารยาทอย่างหนึ่งในทางสังคมที่พวกเค้าเคร่งครัดกันมาก ซึ่งดูเผินๆเราอาจจะมองว่าชาวอังกฤษไม่ค่อยมีความเป็นมิตรซักเท่าไหร่ ทั้งๆที่จริงแล้วชาวอังกฤษนั้นเป็นคนที่ค่อนข้างเห็นอกเห็นใจคนอื่นมากซึ่งพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือกับผู้ที่เดือดร้อนเสมอ

อังกฤษค่อนข้างเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง เพราะประชากรมาจากหลายเชื้อชาติด้วยกันและคนอังกฤษส่วนใหญ่ก็ใจกว้างและยินดีต้อนรับชาวต่างชาติด้วยความเป็นมิตรไม่ว่าคุณจะมาจากประเทศไหน ก็สามารถเข้าร่วมสังคมกับพวกเขาได้อย่างสบายใจ แต่เราควรศึกษาวัฒนธรรมและมารยาทของคนอังกฤษเพื่อเริ่มปรับตัวก่อนที่จะไปเรียนต่อที่อังกฤษจริงๆ น้องๆที่สนใจไปเรียนต่อที่อังกฤษ ติดต่อพี่ TONY เข้ามาได้เลย พี่ยินดีให้คำแนะนำและแชร์ประสบการณ์การใช้ชีวิตที่อังกฤษให้น้องๆ

อ้างอิง : https://traditionaltoursuk.com/, https://www.bloggang.com/, https://www.mangolearningexpress.com/, http://www.basikmusic.com/, https://www.oeauk.net/

How to เตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศ หลังหมดโควิด!

How to เตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศ หลังหมดโควิด!

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา หรือ COVID-19 ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้แพลนการไป เรียนต่อต่างประเทศ ของหลายๆ คนต้องหยุดชะงัก เนื่องจากแต่ละประเทศห้ามการเดินทางเข้า-ออก สถานทูตระงับการพิจารณาวีซ่า และสถาบันการศึกษาต่างๆ ปิดชั่วคราว พี่ TONY เข้าใจสถานการณ์ดี และหวังว่าทางทีมแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์จะผลิตวัคซีนออกมาได้ในเร็วๆ นี้

สำหรับน้องๆ ที่วางแผนจะไปเรียนต่อต่างประเทศ แนะนำให้ใช้เวลาช่วงนี้ ในการเตรียมเอกสาร เตรียมตัว และหาข้อมูลเพิ่มเติม เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว หลายๆ ประเทศเริ่มเปิดรับตามปกติ น้องๆ จะได้ดำเนินการต่อได้โดยไม่ต้องเร่งรีบ พี่ TONY ก็มีคำแนะนำเรื่องการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ที่วางแผนเรียนต่อต่างประเทศในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ดังนี้

How to เตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศ หลังหมดโควิด!

หาข้อมูลหลักสูตรที่ต้องการเรียน

การเรียนต่อต่างประเทศ เป็นการลงทุนด้านการศึกษา ดังนั้น ทุกขั้นตอนจะต้องได้รับการพิจารณาอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด เริ่มตั้งแต่การเลือกหลักสูตรที่ต้องการเรียน สถาบัน/มหาวิทยาลัย เงื่อนไขในการรับเข้าเรียน บางหลักสูตรต้องการคะแนนสอบภาษาอังกฤษ TOEFL/IELTS บางคณะต้องการ Portfolio ซึ่งน้องๆ สามารถใช้เวลาช่วงนี้ เตรียมการให้พร้อมสำหรับการสมัครเรียนได้

วางแผนการเดินทางและที่พัก

ในช่วงนี้ที่ทุกคนอยู่บ้าน ทำให้มีเวลาที่จะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง และที่พักต่างๆ น้องๆ สามารถศึกษาข้อมูลการเดินทางได้จาก Google Map และดูได้ว่า หากเลือกพักที่นี่ จะเดินทางไปเรียนอย่างไร ใช้ระยะเวลาเดินทางนานเท่าไหร่ นอกจากนี้ การเดินทางไปเรียนในแต่ละเมือง แต่ละประเทศนั้น อาจมีข้อจำกัดของสายการบิน และเส้นทางการบิน เช่น หากต้องการไปเรียนต่อที่เมือง Christchurch ประเทศนิวซีแลนด์ จะไม่มีสายการบินไหนที่บินตรงจากประเทศไทยไปที่เมืองนี้ ต้องต่อเครื่องเท่านั้น และมีเพียงบางสายการบินเท่านั้นที่บินเส้นทางนี้ แต่แพลนทั้งหมดนี้ พี่ TONY จะดูแลและเตรียมความพร้อมให้ทั้งหมด

How to เตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศ หลังหมดโควิด!

เตรียมค่าใช้จ่าย

การไปเรียนต่อต่างประเทศ จำเป็นต้องเตรียมเงินให้เพียงพอตลอดระยะเวลาการเรียน ค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมไปถึงค่าเรียน ค่าที่พัก ค่ากินอยู่ ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันไปในแต่ละหลักสูตร แต่ละสถาบัน และแต่ละประเทศ เช่น หากต้องการไปเรียนภาษาอังกฤษที่ประเทศอังกฤษ 6 เดือน ควรมีเงินเบื้องต้นประมาณ 400,000 บาท โดยต้องมีเงินสำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินด้วย และหากมีแผนเรียนต่อหลักสูตรอื่นๆ หลังจากเรียนจบแล้ว ควรเตรียมเงินให้พร้อมสำหรับส่วนนี้ไว้ด้วย หากน้องๆ ต้องการหารายได้พิเศษช่วงเรียน จะขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ และประเภทวีซ่าด้วย อย่างเช่น ถ้าเราถือวีซ่านักเรียนของประเทศอังกฤษ เราไม่สามารถทำงานได้ แต่เราสามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมายที่ประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น ดังนั้น เรื่องค่าใช้จ่ายก็เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญมากๆ ในการพิจารณาเลือกประเทศที่จะไปเรียนต่อด้วย

เตรียมเอกสารเพื่อยื่นวีซ่า

ถึงแม้ขณะนี้หลายๆ ประเทศจะหยุดการพิจารณาวีซ่าชั่วคราว แต่ถ้าน้องๆ มีแผนที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ ก็ควรจะจัดเตรียมเอกสารวีซ่าไว้แต่เนิ่นๆ เพราะเอกสารบางอย่างจำเป็นต้องใช้เวลาในการดำเนินการ หรือเอกสารที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอในการยื่นขอวีซ่า จึงจำเป็นต้องเตรียมเอกสารอื่นๆ เพิ่มเติม เมื่อถึงเวลาที่สถานทูตกลับมาพิจารณาวีซ่าอีกครั้ง จะได้พร้อมยื่นเอกสารเพื่อสมัครวีซ่าได้ทันที และทำให้โอกาสในการได้รับอนุมัติวีซ่าสูงตามไปด้วย ทั้งนี้ พี่ TONY มีความเชี่ยวชาญด้านการทำวีซ่า เราพร้อมให้คำแนะนำและเทคนิคการยื่นวีซ่าให้กับน้องๆ เรื่องนี้ไว้ใจเราได้เลย

How to เตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศ หลังหมดโควิด!

ถึงแม้ว่าโควิดจะทำให้เกิด New Normal แต่พี่ TONY มี Same Passion นะ เรารักการศึกษา และชอบให้คำแนะนำน้องๆ ที่รักการเรียนและอยากพัฒนาตัวเอง รวมถึงหาประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ต่างประเทศ เข้ามาคุยกับพี่ๆ หรือติดต่อเข้ามาคุยได้ทุกช่องทางเลย เรามีคำแนะนำดีๆ และสถาบันที่มีมาตรฐานรองรับน้องๆ ในหลายประเทศทั่วโลก เราจะแนะนำข้อมูลสถาบันต่างๆ ตามความต้องการและงบประมาณของน้องๆแต่ละคน รวมไปถึงการเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ เอกสารต่างๆที่ต้องใช้ การสมัครเรียน ตลอดจนการยื่นวีซ่า ปรึกษาฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย พี่ๆรอการติดต่อจากน้องๆ อยู่นะ ติดต่อเข้ามาเลย

New Normal คืออะไร? สำคัญแค่ไหน? และจะส่งผลอะไรกับชีวิตเราบ้าง?

New Normal

ช่วงนี้หลายคนคงได้ยินคำว่า New Normal ในข่าวกันมากขึ้น อาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ ทำไมเดี๋ยวนี้คนพูดถึงคำนี้กันบ่อยจัง มันคืออะไร เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตเราไหม เราต้องรู้จักมันรึเปล่า

New Normal ถ้าแปลแบบตรงตัวเลยก็คือ New แปลว่าใหม่ Normal แปลว่าปกติ รวมกันแล้วแปลได้ความหมายว่า ความปกติแบบใหม่ หรือ ภาวะปกติแบบใหม่

ลองนึกง่ายๆ ว่า อะไรที่เราทำในชีวิตประจำวันเป็นปกติบ้าง เช่น กินข้าว 3 มื้อ, อาบน้ำ 2 ครั้ง, ใส่ชุดว่ายน้ำไปเที่ยวทะเล, ใส่ชุดดำไปงานศพ ทั้งหมดนี้มันคือเรื่อง “ปกติ” ที่เราคุ้นตา ที่เราเคยชินกัน

แต่ภาวะปกติแบบใหม่นี้ มันคือสิ่งที่เรามองว่า เมื่อก่อนไม่ใช่เรื่องปกติที่เขาทำกัน แต่พอมันเกิดเหตุการณ์ หรือปรากฎการณ์อะไรบางอย่างขึ้น สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นเรื่องปกติไปโดยปริยาย ถ้ายกตัวอย่างที่เห็นกันชัดๆ ในยุค Covid-19 นี้เลยก็คือ การใส่หน้ากากอนามัยออกจากบ้าน เมื่อก่อนเราจะหยิบหน้ากากอนามัยออกมาใส่ก็ต่อเมื่อเราป่วยเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ มันคือเรื่องปกติไปแล้วที่เราต้องใส่หน้ากากอนามัยออกจากบ้าน หรือการพกเจลแอลกอฮอล์ไว้ล้างมือตลอดเวลา

คำว่า New Normal มาจากไหน?

จริง ๆ แล้ว คำว่า New Normal เป็นคำศัพท์ทางธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ ที่ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 2551 ในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินของสหรัฐฯ ที่เรารู้จักกันในชื่อ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในปี 2551-2555

โดยปกติแล้ว วิกฤตเศรษฐกิจจะมีรูปแบบค่อนข้างชัดเจนคือ เมื่อเติบโตไปได้ระยะหนึ่งจะมีปัจจัยทำให้เกิดฟองสบู่ พอวิกฤตผ่านพ้นไปเศรษฐกิจก็จะเริ่มฟื้นตัว และกลับมาเติบโตได้อีกครั้งในเวลาไม่นาน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ก็คือ เศรษฐกิจโลกไม่สามารถกลับไปเติบโตได้ดีแบบเดิมอีก เนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น การพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไปทั้งที่บางประเทศมีหนี้สาธารณะสูงมาก

เครดิตภาพจาก : https://www.marketwatch.com/

Bill Gross นักลงทุนในตราสารหนี้ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Pacific Investment Management (PIMCO) ก็เลยให้นิยามถึงสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยลง และไม่สามารถกลับไปเติบโตได้ในระดับเดิมอีกแล้วว่า New Normal

ซึ่งตัวอย่าง New Normal เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ เศรษฐกิจของจีน เศรษฐกิจจีนขยายตัวมากกว่า 10% มาโดยตลอด แต่หลังจากมีวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ การเติบโตก็ลดลงต่อเนื่องจนถึงปี 2557 และเศรษฐกิจจีนก็ไม่เคยเติบโตเกิน 7% อีกเลย

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิงก็เลยออกมาชี้แจงกับชาวจีนว่า ที่เศรษฐกิจจีนเติบโตเหลือแค่ 7% ไม่ได้เป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่เป็น New Normal ทางเศรษฐกิจของจีนในอนาคต

หลังจากนั้น คำนี้ก็ถูกนำมาใช้ในบริบทที่กว้างขึ้น ทั้งในแง่ของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และพฤติกรรมของคนในสังคม

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ตอนที่ Social Media เริ่มเข้ามาในสังคมไทย เราเห็นพฤติกรรมที่เป็น New Normal เยอะมาก อย่างเมื่อก่อนถ้าวันไหนทีวีมีละครดัง ๆ รายการพีคๆ ทุกคนจะต้องมานั่งรอกันอยู่หน้าทีวีเพื่อรอดูรายการนั้น ๆ ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้ารอดูรายการสด แต่เดี๋ยวนี้ เราไม่จำเป็นต้องมานั่งรอหน้าจอทีวีแล้ว เราสามารถดูสตรีมผ่านโซเชียล ผ่านมือถือได้เลย หรือจะกลับมาดูย้อนหลังตอนที่เราว่างก็ได้

New Normal ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้จะส่งผลอะไรบ้าง?

เนื่องจากว่ามันเป็นสิ่งใหม่ ก็เลยไม่มีอะไรที่จะชี้วัดได้เจาะจงแน่นอนว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่เราขอแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลักๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วนในไทยคาดการณ์เบื้องต้นว่ามันจะเกิดขึ้น

1.พฤติกรรม

  • คนจะยังคงมี social distancing กันต่อไป ทั้งในแง่ของร่างกายและจิตใจด้วย ความเชื่อใจกันที่เคยแสดงออกมาผ่าน Human Touch จะน้อยลง
  • คนจะไม่สัมผัสกันโดยไม่จำเป็น
  • วัฒนธรรมในการทักทายของผู้คน โดยเฉพาะหลายๆ ชาติในตะวันตกที่เคยจับมือ สัมผัสตัวกัน จะเปลี่ยนแปลงไป

2.ธุรกิจ และ การตลาด

  • การตลาดแบบ experiential marketing หรือการตลาดที่เน้นเรื่องภาพลักษณ์ อาจได้รับความนิยมน้อยลง เนื่องจากคนพยายามเลี่ยงที่จะรวมกลุ่มกัน หรืออยู่ในที่ที่คนเยอะ ๆ พอคนไม่ค่อยออกสังคมมากเท่าเมื่อก่อน อาจทำให้มีความสนใจในเรื่องภาพลักษณ์ลดลงไปด้วย
  • คนจะหันมาให้ความสำคัญในความมั่นคงทั้งทางสุขภาพและการเงินมากขึ้น การขายสินค้าหรือบริการต่าง ๆ แบบระยะยาวจะได้รับความนิยมมากขึ้น
  • ภาคธุรกิจจะขับเคลื่อนเข้าสู่ Digital Transformation ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็วยิ่งขึ้น
  • การส่งสินค้าจะทำได้ยากขึ้นกว่าเดิม การรักษาความปลอดภัยในการเดินทาง การข้ามเขตแดนจะเข้มงวดขึ้น มีการปฏิเสธไม่รับสินค้าจากบางประเทศโดยไม่ถูกมองว่าเป็นการกีดกันทาง การค้า แต่มองว่าเป็นความปลอดภัยในสินค้า
  • การบริโภคภายในประเทศ หรือ Domestic Consumption จะเพิ่มขึ้น คนจะหันมาสนับสนุน product ในประเทศมากขึ้น

3.การใช้ชีวิต

  • ดิจิทัลจะกลายเป็นความสำคัญหลักในการดำรงชีวิต ไม่ใช่แค่คน Gen C แต่คือคนทุกรุ่น ทุกวัย จะสามารถใช้งานดิจิทัลได้อย่างคุ้นเคย
  • เทคโนโลยีจะกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ทั้งการ work from home การสั่งอาหารเดลิเวอรี หรือการเรียนออนไลน์
  • คนมีการแบ่งฝักฝ่าย มีการเลือกปฏิบัติมากขึ้น ด้วยเหตุผลทางด้านความปลอดภัย หรือการคำนึงถึงสุขอนามัย

ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป แต่สิ่งหนึ่งที่พี่ Tony เชื่อเสมอคือ การศึกษานอกห้องเรียนสำคัญพอๆ กับการศึกษาในห้องเรียน ดังนั้น หลังสถานการณ์โควิด-19 จบลง ผู้ปกครองและนักเรียน ยังคงเห็นถึงความสำคัญของการเรียนภาษา และการหาประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างประเทศ น้องๆ ที่สนใจอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ ติดต่อมาพูดคุย ขอคำปรึกษาจากพี่ๆ Tony ได้เลยนะ พอทุกอย่างเป็นปกติแล้ว เราจะได้เดินทางไปเรียนต่างประเทศกัน

Credit : https://www.secnia.go.th/

วิธีตรวจสอบข่าวปลอม เช็คข่าวก่อนแชร์ – ข่าวที่คุณเห็น เรื่องจริงหรือจ้อจี้

วิธีตรวจสอบข่าวปลอม

ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลกับเราเป็นอย่างมาก ทุกคนมีพื้นที่ของตัวเอง จะโพสต์ จะเขียน จะแชร์อะไรก็ได้ ทำให้เราที่เป็นทั้งผู้ส่งสาร และผู้รับสารต้องมีสติ และมีวิจารณญาณเป็นอย่างมากในการเสพข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์ Coronavirus (COVID-19) ที่ผู้คนติดตามข่าวสารกันตลอดทุกวัน เพราะได้รับผลกระทบกันทั่วโลก ทำให้มีการแชร์ข้อมูลข่าวสารต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นอาการของผู้ติดเชื้อ ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิต รวมถึงยารักษาต่างๆ ไม่ว่าจะวัคซีน หรือยาสมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจรที่อ้างสรรพคุณว่าป้องกันเชื้อไรวัสได้ รวมไปถึงข้อมูลผิดๆ ที่แชร์ต่อ ๆ กันเต็มไปหมด เราอาจจะไปห้ามพวกที่ปล่อยข่าวปลอมไม่ได้ แต่เราเลือกได้ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ จะตามข่าวอะไรก็มีสติกันหน่อยนะครับ ลองไปดู เช็คก่อนแชร์ ข่าวที่คุณเห็น เรื่องจริงหรือจ้อจี้?

พี่ Tony เลยจะมาแนะนำวิธีตรวจสอบข่าวปลอม เพื่อเช็คข่าวก่อนแชร์

ตั้งสติ อย่าเพิ่งเชื่อ

บางคนพอเห็นข่าวปุ๊บ ใจด่วนเชื่อไปก่อนเลย ไม่เช็คอะไรทั้งนั้น แล้วเชื่อคนเดียวไม่พอนะ มีการแชร์ต่ออีก ทางที่ดีพอเห็นข่าวปุ๊บ ตั้งสติก่อนครับ อย่าเพิ่งเชื่อ ถึงในข่าวอาจจะมีการแคปหน้าจอนู่นนี่มาเป็นหลักฐาน แต่นี่มันยุคไหนแล้ว โฟโต้ชอปก็มี เขาจะลวง จะหลอกเราแค่ไหนก็ได้ อยู่ที่เรานี่แหละจะสตรองแค่ไหน

อย่าอ่านแค่หัวข้อข่าว

ที่เขาว่ากันว่า คนไทยอ่านหนังสือปีละไม่เกิน 7 บรรทัด ก็อาจจะจริง บางคนไม่อ่านหรอก เนื้อหาในข่าวน่ะ อ่านแค่หัวข้อข่าวปุ๊บ กดแชร์ปั๊บ เดี๋ยวๆ ใจเย็นก่อน! บางข่าวก็ชอบพาดหัวชวนให้คนสนใจ ชวนให้คนคลิ๊กเข้าไปอ่าน ถึงแม้จะเป็นเว็บข่าวที่น่าเชื่อถือแค่ไหน ก็ไม่ควรจะอ่านแค่หัวข้อข่าวนะ

ดูแหล่งที่มาก่อนเลย

ข่าวนั้นมันมาจากไหน ใครเป็นคนเขียน เอามาจากเว็บข่าวที่น่าเชื่อถือ หรือเจอบนหน้าฟีดโซเชียลมีเดียต่าง ๆ หรือมีคนแชร์กันมาอีกที ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือส่งต่อๆ กันมาในไลน์ ควรไปตรวจสอบว่าข่าวนี้มีที่มาจากไหน ถ้าไม่ได้มาจากเว็บข่าวโดยตรง ลองเอาไปเซิร์ชในอากู๋ google หรือเข้าเว็บข่าวเพื่่อหาแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ถ้าหาแล้วไม่เจอ ก็คิดไว้ก่อนเลยว่ามันไม่จริง!

วิธีตรวจสอบข่าวปลอม

ดูรายละเอียดข่าว และองค์ประกอบอื่นๆ

นอกจากแหล่งข่าวแล้ว วันเดือนปีที่เขียนข่าวก็สำคัญไม่แพ้กัน บางข่าวอาจจะเป็นข่าวเก่าที่คนไปขุดมาแชร์ต่อๆ กันมา หรือถ้าในข่าวนั้นมีภาพ รวมไปถึงคนเขียนข่าว และเนื้อหาอื่นๆ ในข่าว อย่างการเขียน การใช้ภาษาไทยถูกต้องมั้ย สะกดผิดทุกบรรทัด หรือเขียนข่าวเป็นภาษาสก๊อยหรือเปล่า

อีกวิธีที่แนะนำ ถ้าในข่าวมีภาพประกอบ ลองเอาภาพไปเซิร์ชในกูเกิ้ลดูก่อน เพราะรูปนั้นอาจจะเอามาจากเว็บอื่น ข่าวอื่น ที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาข่าวเลยก็เป็นได้

ก่อนจะเอามาตั้งคำถาม หาข้อมูลด้วยตัวเองก่อน

ไม่ใช่ว่าเห็นข่าวปุ๊บ ก็กดแชร์ถามคนอื่นก่อนเลย “ข่าวนี้จริงมั้ยครับ?” มันก็ดีที่คุณตั้งคำถามก่อนที่จะเชื่ออย่างสนิทใจ แต่การแชร์แบบนั้นก็อาจจะยิ่งทำให้คนอื่นเห็นแล้วเข้าใจผิดกันได้นะ ทางที่ดีลองหาข้อมูลสักนิด อาจจะลองเซิร์ชกูเกิ้ลดู หรือลองย้อนดูในแฮชแท็ก # ที่เดี๋ยวนี้นิยมใช้กัน ก็เป็นอีกวิธีที่ง่ายและสะดวก

ถามผู้รู้

ในเมื่อมันไม่มีทางอื่นแล้ว วิธีนี้แหละดีที่สุด อาจจะถามไปตามสำนักข่าวต่างๆ หรือถามคนที่รู้จริง ผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ หรือคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุ รับรองว่าจะได้ข้อเท็จจริงกลับมาอย่างแน่นอน

รู้ว่าปลอมก็บอกต่อด้วย

พอเช็คเสร็จแล้ว รู้แล้วว่าข่าวนั้นมันปลอม ก็อย่าลืมบอกต่อให้คนอื่นรู้กันด้วย หรือถ้าเกิดพลั้งมือแชร์ไปก่อนหน้านี้แล้ว พอรู้ว่าปลอมก็อย่าลืมกลับไปลบด้วยนะ

ลองทำกันดูครับ เพื่อที่เราจะได้ไม่ส่งสารผิดๆ ไปในโลกโซเชียล และเป็นประโยชน์ต่อตัวเองที่จะไม่ได้รับข้อมูลและข่าวสารผิดๆ ครับ

Credit : https://lifestyle.campus-star.com/

คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับ Coronavirus (โควิด-19)

คำศัพท์ เกี่ยวกับ Coronaviruses

ช่วงนี้เป็นช่วงที่พวกเราทุกคนปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ต้องระวังตัวเป็นพิเศษเพราะเจ้า Coronavirus (โควิด-19) ในบทความนี้ พี่ Tony จะเล่าให้ฟังเรื่องคำศัพท์ที่ต้องรู้ ไว้เวลาเราอ่านข่าว update จะได้เข้าใจ และป้องกันตัวเองได้อย่างถูกต้องครับ

คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับ Coronavirus (โควิด-19)

Coronavirus (โควิด-19)

องค์การอนามัยโลกประกาศว่า โควิท 19 เป็น ชื่อใหม่ ไวรัสโคโรน่า ชื่อเดิมคือ 2019-nCoV = 2019- novel Coronavirus (novel ตรงนี้คือ (adj.) แปลว่า ใหม่ ครับ ไม่ใช่นิยายนะ

ชื่อใหม่ “COVID-19” stands for (ย่อมาจาก) Coronavirus disease that was discovered in 2019
ตรงนี้เป็น Grammar ออกสอบ TOEIC นะครับ คือ โครงสร้าง was + discovered คือ passive voice ถูกกระทำ (be + V.3) ตรงนี้เป็น was เพราะต้องการสื่อว่า ถูกค้นพบมาในอดีตครับ

ถอดรหัสตัวย่อชื่อกันครับ

CO = Corona
VI = Virus
D. = Disease (โรค)
2019 = Year

คำศัพท์ที่น่าสนใจอื่นๆ

  • epidemic, pandemic, outbreak (n.) โรคระบาด (ถ้าระบาดเป็น กริยา เราใช้ว่า spread (v.) แพร่กระจายครับ
  • โรคระบาดนี้เป็น สายพันธุ์ใหม่ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า strain (n.) สายพันธุ์
  • ส่วนคำว่าติดเชื้อเราใช้คำว่า infect (v.) ติดเชื้อ, infection (n.) การติดเชื้อ และ infected (adj.) ที่ติดเชื้อ
  • อาการของโรคเราใช้คำว่า symptom (n.) อาการ ก็จะมี dry cough (n.) ไอแห้งๆ, fever (n.)
  • อาการไข้ ถ้ารุนแรงขึ้นมามาก เราใช้คำว่า severe (adj.) รุนแรง, acute (adj.) เฉียบพลัน ไวรัสนี้ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บที่อันตรายถึงชีวิตได้
  • เราจะอ่านเจอในข่าวบ่อยๆ นั่นคือ pneumonia (n.) โรคปอดบวม ซึ่งมักจะเป็นโรคเกี่ยวกับ respiratory system (n.) ระบบทางเดินหายใจ
  • ดังนั้นโรคนี้ จะติดต่อกันได้ง่ายมาก จากการจาม transmission (n.) การส่งต่อ, การติดต่อ
  • พี่อ่านเจอในข่าวบ่อยๆ ว่า The common way of virus transmission is through sneezing. แปลว่า การแพร่กระจายของไวรัส ผ่านการจามครับ
  • ดังนั้นถึงต้องใส่ หน้ากากอนามัย ภาษาอังกฤษเรียกว่า hygienic mask หรือ sanitary face mask ก็ได้ครับ

พี่ Tony หวังว่าคำศัพท์เกี่ยวกับ Coronavirus นี้จะช่วยให้น้องๆ อ่านข่าวได้อย่างเข้าใจมากขึ้น และอย่าลืมนะครับ หลีกเลี่ยงสถานที่คนเยอะๆ ถ้าต้องไปให้ใส่หน้ากากอนามัยด้วยนะ พร้อมทั้งเวลาขึ้นรถโดยสารสาธารณะจับอะไรแล้ว ให้ล้างมือ หรือใช้ sanitary gel หรือเจลทำความสะอาดมือก่อนสัมผัสหน้าตาเราหรือหยิบจับสิ่งของต่างๆ นะ ดูแลป้องกันตัวเอง เท่ากับช่วยลดการแพร่เชื้อครับ 🙂

Credit : https://lifestyle.campus-star.com/knowledge/190763.html

‘COVID-19’ ปฏิรูปการศึกษาทั่วโลก! ใช้เทคโนโลยีเรียนรูปแบบใหม่ – ‘มหาวิทยาลัยไทย’ สอนผ่านออนไลน์

‘COVID-19’ ปฏิรูปการศึกษาทั่วโลก! ใช้เทคโนโลยีเรียนรูปแบบใหม่

UNESCO” ได้คาดการณ์ว่าขณะนี้มีนักเรียน-นักศึกษากว่า 363 ล้านคนทั่วโลก ได้รับผลกระทบจากวิกฤต “COVID-19” และประมาณการณ์ว่ามีสถาบันการศึกษาใน 15 ประเทศ ทั้งในภูมิภาคเอเชีย, ตะวันออกกลาง, ยุโรป และอเมริกาเหนือ ได้ปิดการเรียนการสอนที่โรงเรียน และมหาวิทยาลัย ขณะที่สถาบันการศึกษาในหลายประเทศ นำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ เพื่อเปิดการเรียนการสอนผ่านออนไลน์

“ประเทศจีน” ประเทศแรกที่ประกาศหยุดกิจกรรมการเรียนการสอนที่โรงเรียน และมหาวิทยาลัย ทั้ง “ครู และนักเรียน – นักศึกษา” หันไปเปิดการเรียนการสอนทาง “ออนไลน์”

“สหรัฐอเมริกา” เริ่มปิดโรงเรียน ป้องกันการแพร่ระบาล และมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในสหรัฐอเมริกา เช่น “Harvard” ประกาศจะใช้การเรียนการสอนเสมือนจริง (Virtual Education) ในขณะที่เกิดสถานการณ์ COVID-19 โดยจะเริ่มตั้งแต่ 23 มีนาคมนี้ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัย Princeton, Stanford และอีกหลายมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เตรียมใช้การเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวเช่นกัน เพื่อที่ผู้เรียนสามารถเรียนได้จากทางไกล

ล่าสุดมหาวิทยาลัยในประเทศไทยหลายแห่ง เริ่มออกประกาศการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์

นี่คือ ตัวอย่างเพียงบางส่วนที่แสดงให้เห็นได้ว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ไวรัส “COVID-19” (โควิด-19) หรือ “Coronavirus” (ไวรัสโคโรนา) สร้างผลกระทบในทุกภาคส่วนอย่างรวดเร็ว และรุนแรง หนึ่งในนั้นคือ “ภาคการศึกษา”

อย่างไรก็ตามถึงแม้ไวรัส COVID-19 จะส่งผลกระทบให้กับภาคการศึกษา แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งได้สร้างอัตราเร่งในการปฏิรูป “วงการการศึกษา” ทั่วโลกครั้งใหญ่เช่นกัน

โดยเฉพาะมิติของการนำ “เทคโนโลยี” มาใช้กับระบบการเรียนการสอนมากขึ้น เพื่อทำให้ภาคการศึกษาทั่วโลกยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างไม่สะดุด และไม่ว่าผู้เรียน – ผู้สอนจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถเข้าถึงการศึกษาได้

‘COVID-19’ ปฏิรูปการศึกษาทั่วโลก! ใช้เทคโนโลยีเรียนรูปแบบใหม่

“COVID-19” ปัจจัยเร่ง “ระบบการศึกษาทั่วโลก” ใช้ “Educational Technology” มากขึ้น

Jeanne Allen ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอของ The Center for Education Reform ได้วิเคราะห์ใน Forbes ว่า เคยมีคำกล่าวที่ว่าทุกๆ ครั้งที่เกิดความท้าทาย ย่อมนำมาซึ่งโอกาสเสมอ เช่นเดียวกับ “วงการการศึกษา” ที่ผ่านมาระบบการศึกษาหลายแห่งได้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่มีมายาวนาน แต่ผลจากการเกิดขึ้นของไวรัส Corona หรือ COVID-19 “ภาคการศึกษา” จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาแนวทางให้ระบบการศึกษายังคงดำเนินต่อไปได้

การนำ “เทคโนโลยีด้านการศึกษา” หรือ “Educational Technology” มาใช้ในการเรียนการสอน ช่วยให้การนำเสนอเนื้อหาการเรียนการสอนที่มีความน่าสนใจขึ้น และสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างนักเรียน และครูได้มากขึ้น แม้ในขณะที่ทุกคนต้องอาศัยภายในที่พักของตนเองในช่วงสถานการณ์ COVID-19 เพื่อให้แน่ใจได้ว่านักเรียน จะไม่พลาดการเรียนรู้ของพวกเขา และช่วยให้เส้นทางการเรียนของนักเรียน สามารถเดินหน้าต่อไปได้

ตัวอย่างเช่น รัฐนิวเจอร์ซีย์ เริ่มพิจารณาการออกกฎหมายให้สถาบันการศึกษาสามารถใช้เทคโนโลยี “Virtual Education” ในการเรียนการสอนได้ เวลาเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น กรณีการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19

แต่ทั้งนี้ ผู้ก่อตั้งของ The Center for Education Reform ก็ได้ตั้งคำถามว่า แล้วทำไมนำเทคโนโลยีกับการศึกษามาใช้เฉพาะในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ?!

เพราะในการสร้างคุณภาพมาตรฐานทางการศึกษาใหม่ โลกของ “Educational Technology” หรือ “EdTech” ช่วยให้เร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และสามารถนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนได้อย่าง Personalization กว่าการเรียนในห้องเรียน

ดังเช่นกรณีศึกษาของ “Northshore School District” ที่มีโรงเรียน 33 แห่ง ได้ออกแบบการเรียนการสอนให้อยู่บนระบบ Cloud และใช้ออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน เพื่อสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 ให้กับนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านดิจิทัล, การคิดวิเคราะห์, การแก้ปัญหา, การสร้างความร่วมมือ, ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งการเรียนผ่านระบบ Cloud ทำให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง และออกจากกรอบของการเรียนรู้ที่จำกัดเฉพาะในห้องเรียนสี่เหลี่ยม

“มีแอปพลิชันเกี่ยวกับการศึกษา และมีเทคโนโลยี AR, VR และ AI ในการตอบโจทย์ด้านการศึกษาให้กับผู้เรียนได้ เราไม่จำเป็นต้องให้เกิดวิกฤต แล้วถึงจะ “คิดใหม่” ในระบบการศึกษา แต่เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนบทบาทครูผู้สอน จากที่เคยเป็นผู้ชี้นำ ไปสู่การเป็นผู้สนับสนุน และให้คำแนะนำแก่ผู้เรียน

โดยหวังว่าสถานการณ์ COVID-19 จะเป็นกระจกสะท้อนว่านวัตกรรม และเทคโนโลยีสามารถช่วยให้นักเรียน-นักศึกษา และสถาบันการศึกษาต่างๆ ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ และต่อไปจะเห็นการใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีด้านการศึกษาเป็นเรื่องปกติของระบบการศึกษา”

‘COVID-19’ ปฏิรูปการศึกษาทั่วโลก! ใช้เทคโนโลยีเรียนรูปแบบใหม่

ใช้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีของ “Tech Company” สร้าง “ห้องเรียนออนไลน์” อยู่ที่ไหนก็เรียนได้!

ปรากฏการณ์หนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนท่ามกลางสถานการณ์ “COVID-19” คือ แพลตฟอร์มเทคโนโลยีของ Tech Company ถูกนำมาใช้กับการเรียนการสอนผ่านออนไลน์ บวกกับปัจจุบันคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาในระดับ 4G และบางประเทศไปถึง 5G แล้ว ทำให้การเรียนการสอนผ่านออนไลน์ สะดวก และรวดเร็วขึ้น เช่น

“DingTalk” แพลตฟอร์มเพื่อการสื่อสาร และการทำงานในองค์กร อีกหนึ่งบริการในเครือ Alibaba ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับระบบการเรียนการสอนออนไลน์ในประเทศจีน โดยช่วงที่มีวิกฤต COVID-19 มีนักเรียน-นักศึกษากว่า 50 ล้านคน ได้เข้าร่วมโครงการห้องเรียนออนไลน์ ที่เปิดให้อาจารย์กว่า 600,000 คนเปิดสอนวิชาต่างๆ ผ่านระบบ Live Streaming

“Tencent” ใช้ Tencent Live Broadcast เพื่อตอบความต้องการด้านการศึกษาผ่านออนไลน์ในจีน ในระหว่าง COVID-19 ระบาด เช่นที่เมืองอู่ฮั่น ซึ่งข้อมูลเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาพบว่าบนระบบ Live Streaming ของ Tencent มีนักเรียนชั้นประถม และมัธยมต้นในเมืองอู่ฮั่นมากถึง 81% หรือกว่า 730,000 คน จากจำนวนนักเรียนชั้นประถม และมัธยมต้นในอู่ฮั่นทั้งหมดกว่า 900,000 คน เรียนผ่านออนไลน์ผ่าน Tencent Live Streaming

“Google Hangout Meet” เทคโนโลยีการประชุมทางออนไลน์ รองรับการประชุมได้หลายคน รวมทั้งยังสามารถ Live Streaming รองรับผู้ชมได้จำนวนมาก และบันทึกการประชุมไว้บน Google Drive

“Google Classroom” เครื่องมือช่วยการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การแจกจ่ายงาน หรือเอกสารให้กับนักเรียน หรือเพื่อนในกลุ่ม หรือส่งความคิดเห็นถึงครูผู้สอน

ปรากฏว่าในช่วง COVID-19 โรงเรียน และมหาวิทยาลัยต่างๆ หันมาใช้สองโปรดักต์นี้ของ Google เพื่อสร้างความสะดวกในการเรียนการสอนนอกห้องเรียน

‘COVID-19’ ปฏิรูปการศึกษาทั่วโลก! ใช้เทคโนโลยีเรียนรูปแบบใหม่

มหาวิทยาลัยในไทย เตรียมดำเนินการสอนผ่านออนไลน์

สำหรับความเคลื่อนไหวของภาคการศึกษาในประเทศไทย “กระทรวงศึกษาธิการ” ได้แจ้งให้โรงเรียนในสังกัดกระทรวงฯ เฝ้าระวัง – ป้องกัน และในกรณีที่โรงเรียนดำเนินการสอบปลายภาคเสร็จสิ้นแล้ว ให้สถานศึกษาประกาศปิดภาคเรียน และควรงดการจัดกิจกรรมใดๆ

ขณะที่ “กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” (อว.) ได้ประกาศขอความร่วมมือสถาบันการศึกษาที่อยู่ในสังกัดของ อว. ใน 6 เรื่อง ดังนี้

1. ลดค่าเช่าพื้นที่ผู้ประกอบการรายย่อย ในมหาวิทยาลัย ตามความเหมาะสม

2. ลดค่าธรรมเนียมนักศึกษา ในภาคการศึกษาที่จะถึงนี้เป็นกรณีพิเศษ

3. ลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่เร่งด่วน เพื่อนำไปเพิ่มการจ้างงานนักศึกษาและบุคลากรทั่วไป ตามความเหมาะสม

4. เตรียมจัดการเรียนและการสอนผ่านระบบออนไลน์

5. ลดค่าบริการต่างๆที่เรียกเก็บจาก SMEs, Start up และประชาชนทั่วไป
ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยและอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย และเมืองนวัตกรรมอาหาร เป็นกรณีพิเศษ

6. หน่วยงานและสถาบันอุดมศึกษา พิจารณากำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพิ่มเติมตามความเหมาะสม

จากสถานการณ์ COVID-19 ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ครั้งใหญ่ของ “วงการการศึกษา” ทั่วโลกในทุกระดับชั้นเรียน ในการนำ “เทคโนโลยี” มาใช้กับการเรียนการสอน รวมไปถึงการสอบ ซึ่งจะทำให้ทั้ง “ผู้สอน” และ “ผู้เรียน” คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีกับการศึกษา

ไม่แน่ว่าต่อไปวงการการศึกษาทั่วโลก อาจมีการนำ “เทคโนโลยีด้านการศึกษา” หรือ “Educational Technology” (EdTech) มาใช้มากขึ้น จนกลายเป็น New Normal ของภาคการศึกษาทั่วโลกก็เป็นได้

Credit : https://www.marketingoops.com/

10 ประโยคที่ทำให้การสอบ IELTS พาร์ท Speaking Test เป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้น!

IELTS Speaking Test

เตรียมตัวกันพร้อมหรือยัง… สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบ IELTS หรือ International English Language Teaching System โดยการสอบ IELTS ในแต่ละพาร์ทนั้นก็มีความยากง่ายแตกต่างกันออกไป ดังนั้นในบทความนี้ พี่ Tony จึงได้รวบรวมข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับการสอบในพาร์ท Speaking Test มาฝากกันด้วย

10 ประโยคที่ทำให้การสอบ IELTS ง่ายยิ่งขึ้น

เชื่อว่าหลาย ๆ คนจะต้องรู้สึกถึงความยากของพาร์ทนี้กันมาบ้างแล้วอย่างแน่นอน สำหรับคนที่เคยสอบกันมาแล้ว เพราะถึงจะเตรียมตัวไปมากแค่ไหนก็ตาม… แต่ก็ยังสามารถพลาดได้เช่นกัน หากเรื่องที่เตรียมไปนั้นไม่ตรงกับเรื่องที่สอบก็ทำให้เราไปต่อไม่ได้เหมือนกัน และนี่ก็คือ 10 ประโยคที่จะช่วยทำให้เราแก้ไขสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันในการสอบได้ จะมีประโยคไหนบ้าง ตามมาดูกันได้เลย

1. Let me think about that for a moment.

เป็นประโยคง่าย ๆ ที่เราสามารถนำมาใช้ได้ ซึ่งเหมาะกับเวลาที่เราได้หัวข้อที่ไม่ค่อยถนัดหรือนึกไม่ออก เพื่อให้ผู้คุมสอบเข้าใจว่า เราต้องการขอเวลาคิดสักหน่อยดีกว่าปล่อยเงียบไม่ยอมตอบอะไรเลย

2. That’s an interesting question. I’d say…

เวลาเราได้คำถามมาแล้วนั้น หากตอบไปเลยทันทีแบบห้วน ๆ อาจจะดูเร็วเกินไป และทำให้เราไม่ค่อยได้โชว์ความสามารถเท่าที่ควร ดังนั้นเราควรพูดประโยคนี้เข้าไปด้วยจะช่วยทำให้คำตอบของเราดูสวยงามมากยิ่งขึ้น และประโยคนี้ยังเหมาะกับเวลาที่เราต้องการเวลาคิดคำตอบเพิ่มอีกด้วย

3. I’m sorry, I didn’t get the question. Could you say it again please?

หากเราไม่เข้าใจคำถาม ก็ไม่ต้องกลัวที่จะขอทวนคำถามอีกครั้งด้วยประโยค I’m sorry, I didn’t get the question. Could you say it again please? หรือจะลองใช้เป็นประโยค I’m sorry, I didn’t catch that. Would you mind repeating the question again please? ก็ได้เช่นกัน

 

4. To be perfectly honest, I’m afraid that I’m not quite familiar with this topic, But, if you have to ask me I guess I would say that…

หากเราได้คำถามในเรื่องที่ไม่ถนัด หรือไม่ทราบเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย แล้วเราพูดตอบไปเลยว่า “ไม่รู้/ไม่ทราบ” อาจจะทำให้เราเสียคะแนน และพลาดโอกาสในการสอบได้ ดังนั้นเราควรที่จะเริ่มด้วยประโยคที่แสดงความสุภาพอย่างเช่นประโยคนี้ก่อนที่จะตอบว่าไม่รู้ เพราะสิ่งสำคัญในการสอบหากเราไม่มีความรู้ด้านนี้ ก็บอกไปเลยตรง ๆ ว่าไม่ทราบ หรือไม่ค่อยถนัด แต่ไม่ควรพูดตัดบทไปเฉย ๆ ถ้าเราพูดเริ่มประโยคที่สุภาพจะช่วยทำให้ผู้คุมสอบเห็นถึงความพยายามของเราในการตอบคำถาม

IELTS Speaking Test

5. In my opinion,… I believe (that)…However/On the other hand/Having said that,…

สำหรับข้อคำถามที่ต้องการให้เราแสดงความคิดเห็นนั้น แนะนำว่าให้เราตอบแสดงความคิดเห็นออไปเลย เพื่อที่จะได้โชว์ทักษะความสามารถด้านภาษาและทัศนคติของเราได้มากยิ่งขึ้นค่ะ

6. I’m so sorry but today I am a bag of nerves. To be honest, my mind just went completely blank.

หากเราเจอคำถามที่ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดีนั้น อย่าปล่อยเงียบหรือปฏิเสธที่จะไม่ตอบในทันที เพราะเราสามารถนำประโยคนี้ไปใช้ตอบคำถามได้ เพราะนอกจากจะเป็นการอธิบายความรู้สึกเราให้ผู้คุมสอบรู้แล้วนั้น ยังเป็นการขอความเห็นใจนิด ๆ อีกด้วย

7. I think it really depends on how you look at it.

เป็นอีกหนึ่งประโยคที่ใช้ได้ทั้งการแสดงความคิดเห็นแบบกลาง ๆ หรือจะใช้เกริ่นก่อนที่เราจะเสนอความเห็นแบบขัดแย่งก็ได้ หรือไม่เห็นด้วย ประโยคนี้จะช่วยทำให้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของเราดูดีมากยิ่งขึ้น

8. What was I going to say…just give me a second please…oh, yes, I remember…

หากเกิดเหตุการณ์ที่เราจะต้องตอบคำถาม แต่ยังไม่สามารถที่จะเรียบเรียงประโยคคำตอบได้นั้น ก็ให้เราพูดประโยคนี้ออกไปก่อนเพื่อให้ผู้คุมสอบรู้ว่าเรามีคำตอบแล้ว แต่ยังเรียบเรียงออกมาไม่ได้

9. What I am trying to say is…

บางครั้งหากเราได้ตอบไปแล้วนั้น แต่รู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปนั้นไม่เคลียร์ หรือยังงงอยู่ก็สามารถที่จะขอพูดคำตอบอีกครั้ง โดยการพูดประโยคนี้ออกไป เพื่อช่วยทำให้เราสามารถอธิบายคำตอบนั้น ๆ ได้อีกครั้งอย่างชัดเจน

10. So, that’s why I think that…

ปิดท้ายด้วยประโยคจบที่จะช่วยทำให้เราสามารถปิดการสอบครั้งนี้ได้อย่างมืออาชีพ โดยให้เราพูดประโยคนี้ออกไปพร้อมกับทวนความคิดเห็นของตนเองอีกรอบ ถือได้ว่าเป็นการจบอย่างชัดเจนและสวยงาม แถมยังเป็นการได้โชว์ทักษะการพูดเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

Credit : https://campus.campus-star.com/

อ่านบทความ >> ความสำคัญของการสอบ IELTS กับการสมัครเข้าเรียน และสมัครทำงาน <<